TAR@NDA^^ - It'...'s profileターラーンダー;あなたが 私の愛することではあり...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
May 30 Twilight - แรกรัตติกาล![]() Title : Twilight Author : Stephenie Meyer Megan Tingley Books, Little Brown "...About three things I was absolutely positive, First, Edward was a vampire. Second, there was a part of him- and I didn't know how dominant that part might be- that thirsted for my blood. And third, I was unconditionally and irrevocably in love with him." ![]() ชื่อเรื่อง : แรกรัตติกาล ผู้แต่ง/ผู้แปล : สเตเฟนี เมเยอร์ / เจนจิรา เสรีโยธิน สำนักพิมพ์ปราชญ์เปรียว "มี 3 เรื่องที่ฉันแน่ใจที่สุด เรื่องแรกคือ เอ็ดเวิร์ดเป็นเเวมไพร์ เรื่องที่สอง มีบางส่วนในตัวเขา ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีพลังขนาดไหน แต่มันกระหายเลือดของฉัน และเรื่องที่สาม คือฉันตกหลุมรักเขาหมดหัวใจอย่างไม่มีเงื่อนไข และถอนตัวไม่ขึ้นเเล้ว" โดยย่อ... เบลล่า...เด็กสาวอายุสิบเจ็ดต้องย้ายไปอยู่กับพ่อที่ฟอร์คส์เพื่อให้แม่ทีเพิ่งแต่งงานใหม่ได้มีเวลาเป็นส่วนตัวเสียที ฟอร์คส์เป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบ ท่ามกลางป่าไม้และสายฝนที่ตกลงมาตลอดชั่วนาตาปี ทำให้บรรยากาศของเมืองตกอยู่ในความอึมครึมแทบจะตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า...เบลล่าเกลียดเมืองนี้จับใจ แถมเพื่อร่วมชั้นผู้แสนจะน่าดึงดูดอย่างเอ็ดเวิร์ดก็ดูเหมือนจะไม่ชอบหน้าเธออีกต่างหาก ในขณะเดียวกัน สำหรับเอ็ดเวิร์ดแล้ว...ความงามของเบลล่าต้องตาต้องใจเขาไม่น้อย ทำให้ช่วงเวลาที่น่าจะเปี่ยมสุขกลายเป็นช่วงเวลาที่แสนจะยากลำบากของเขา ที่จะต้องพยายามกันตัวเองให้ห่างจากเธอเอาไว้ เพราะเขาเป็นแวมไพร์...แล้วมันก็ดูเหมือนว่าเลือดในตัวเธอกำลังยั่วยวนเขาอยู่ เป็นเรื่องที่อ่านแล้วชอบมากๆ หยิบมาอ่านซ้ำอีกหลายครั้ง รับประกันได้ว่าคนที่ชอบนวนิยายแนวโรมานซ์แฟนตาซีอ่านแล้วจะต้องติดใจ ขอกบอกไว้อีกอย่างด้วยนะคะว่า...เรื่องนี้ทั้งพระเอกและนางเอกของเรารักกันดูดดื่มเป็นที่สุด แต่ในเรื่องไม่มีฉากโป๊เลยสักฉาก (แบบว่าได้ใจไปเต็มๆ) อยากให้ลองไปหาอ่านกันดูนะคะ อ้อๆ เกือบลืมไปแน่ะค่ะ ใครอยากทราบราละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่ค่ะ http://www.stepheniemeyer.com/index.html นอกจาก twilight แล้วยังมีนวนิยายอีกสามเรื่องที่อยู่ในชุดเดียวกันก็คือ - "New Moon" หรือ "นวจันทรา" ซึ่งแปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ (สำนักพิมพ์เดียวกัน) - "Eclipse" ซึ่งได้ข่าวแว่วๆ มาว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการแปล และสุดท้าย... - "Breaking dawn" ซึ่งกำลังจะออกวางขาย(ภาษาอังกฤษ) ในวันที่ 2 สิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายของนวนิยายชุดนี้ ที่สำคัญคือตอนนี้ twilight กำลังถูกสร้างขึ้นเป็นหนังด้วย ติดตามข้อมูลได้ที่นี่ค่ะ January 11 ใบไม้ที่ปลิดปลิวชีวิตเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน...เป็นคำพูดที่เราทุกคนต่างรู้กันดี แต่เราก็มักจะปลอบใจตัวเองว่า “มันคงไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก” จนกระทั่งเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจริงๆ
หลังจากที่พี่สาวกับพี่เขยใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมาหลายปี คนทั้งบ้านก็ตื่นเต้นกันมากที่เราจะมีหลานตัวน้อยเข้ามาเติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า...หลังจากความยินดีอย่างที่สุดนั้น เราจะต้องพบกับความสูญเสียอย่างที่สุดเป็นลำดับถัดมา
ในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์พี่สาวก็เริ่มป่วย ระหว่างนั้นทุกคนในบ้านรวมทั้งคุณหมอที่รับฝากท้องต่างคิดกันว่าน่าจะเป็นผลของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ก็เท่านั้น ไม่มีใครฉุกคิดเลยว่ามันจะเป็นโรคร้ายแรงเช่น “มะเร็ง” ทั้งพี่สาวและพี่เขยต้องเทียวไปเทียวมาหาหมออยู่นับสิบครั้งจนกระทั่งเจ้าเนปาล หลานชายตัวน้อยลืมตาออกมาดูโลก
หลังจากคลอดแล้วพวกเราคาดหวังกันว่าอาการป่วยของพี่สาวน่าจะดีขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเราจึงต้องหอบหิ้วกันไปโรงพยาบาลอีกครั้งหลังจากพี่สาวอยู่ไฟครบหนึ่งเดือน และในวันนั้นคุณหมอก็รับพี่สาวไว้รักษาตัวที่โรงพยาบาลในฐานะคนไข้ใน
เป็นเวลากว่าสองเดือนที่เราอยู่ในความมืดมิด กับการรักษาแบบประคับประคองโดยที่ไม่รู้ว่าพี่สาวป่วยด้วยโรคอะไรกันแน่ จนในที่สุดคุณหมอก็วินิจฉัยออกมาว่าพี่สาวป่วยเป็น “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” ซึ่งมะเร็งชนิดนี้เราจะไม่สามารถรู้ตัวได้เลย จนกว่ามันจะลุกลามไปมากแล้ว
เมื่อวินิจฉัยโรคได้แน่ชัด...การรักษาที่ถูกต้องจึงค่อยตามมา พวกเราหวังจนสิ้นหวังกันหลายครั้งก่อนที่คุณหมอจะตัดสินใจให้เคมีบำบัด ร่างกายของพี่สาวตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งเป็นข่าวดีที่สุด หลังจากรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่กว่าสามเดือน พี่สาวก็ได้กลับบ้านท่ามกลางความยินดีของญาติพี่น้อง
ออกจากโรงพยาบาลแล้วพี่สาวก็ยังต้องไปโรงพยาบาลอีกหลายครั้งเพื่อรับเคมีบำบัด และหลังจากการทำเคมีบำบัดสิ้นสุดก็ต่อด้วยการฉายรังษีเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตซ้ำอีกครั้ง ครั้งสุดท้ายที่พี่สาวไป x-ray เพื่อประเมินผลการรักษา พี่สาวก็แพ้สีจนพวกเราใจเสีย แต่สุดท้ายคุณหมอก็บอกข่าวดีกับเราว่ามะเร็งไม่มีการลุกลามแต่อย่างใด
“ความสุขมักไม่อยู่กับใครนาน” เพราะพวกเราดีใจกันได้ไม่นานพี่สาวก็เริ่มมีอาการอื่นๆ เริ่มตั้งแต่เหนื่อยง่าย แขนไม่มีแรงและปวดมาก บางครั้งก็หนาวๆ ร้อนๆ แบบไม่มีสาเหตุ ซึ่งเราก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรร้ายแรง เพราะผลการตรวจมันเป็น ‘ปกติ’
กว่าจะรู้ว่ามันไม่จริงพี่สาวก็ป่วยมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่พี่สาวเข้าโรงพยาบาลเราจึงพบว่ามันลามไปสู่สมองแล้ว ครอบครัวเริ่มเข้าสู่ภาวะเศร้าหมองอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นเรายังไม่ยอมทิ้งความหวังโดยเฉพาะป้ากับพี่เขยที่เข้มแข็งมาก ไหนจะต้องดูแลพี่สาวแล้วจะต้องวิ่งไปมาระหว่างบ้านและโรงพยาบาลอีก ทั้งสองคนเหนื่อยแต่ก็อดทนทำเพื่อคนที่รักจนวินาทีสุดท้าย
ครั้งนี้คุณหมอให้การรักษาด้วยการฉายรังสี เพราะร่างกายของพี่สาวอ่อนแอเกินกว่าจะทำเคมีบำบัดได้ คุณหมอบอกพี่เขยให้เตรียมทำใจไว้ ในตอนนั้นพี่เขยคงใจเสียแต่ก็ไม่ได้เล่าอะไรให้พวกเราฟัง
หลังจากวันนั้นพวกเราพยายามทำทุกวิถีทางเท่าที่จะพอทำได้เพื่อยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด เราเปลี่ยนอาหารของพี่สาวให้เป็นธัญญพืชและผักต่างๆ ถึงแม้ว่ามันอาจจะช้าไปบ้าง...แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ความหวังคล้ายเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวที่หล่อเลี้ยงให้เรามีชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางความเจ็บปวด
ในตอนเย็นป้าจะเตรียมธัญญพืชไว้เพื่อที่น้องชายจะได้นำไปให้พี่สาวที่โรงพยาบาลในตอนเช้ามืดของทุกวัน เป็นช่วชีวิตที่คงจะยากลำบากมากสำหรับทุกคนในครอบครัว พวกเราอดทนโดยไม่มีใครบ่นหรือพูดอะไรไม่ดีออกมา แต่จะว่าไปแล้วคนที่อดทนที่สุดก็คือพี่สาว เพราะไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงไหนสิ่งที่เรามักจะได้ยินจากปากของพี่ก็คือ คำว่า “สู้”
อาการที่ทรงๆ ทรุดๆ นั้นน่าใจหาย บางวันก็ดูดีคุยเล่นหัวเราะได้ แต่บางวันก็แย่ เหนื่อย พูดแทบไม่ออก วันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่เนปาลเดินได้ พี่เขยดีใจมาก...แต่มันคงจะดีกว่านี้แน่ๆ ถ้าพี่สาวไม่ป่วยและครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้า
วันที่ 27 ธันวาคม เป็นวันที่พวกเราเริ่มบอกแก่กันว่าต้องทำใจ ในตอนนั้นพี่สาวอาการทรุดลงหนัก คุณหมอได้แต่ให้การรักษาแบบประคับประคอง แม้หัวใจจะสู้...แต่ร่างกายแย่ลงทุกวัน ความทรมานของคนที่เรารักเป็นอะไรที่ทำใจได้ยากโดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด ท้ายที่สุดเราต่างรู้ดีว่ามีเพียงแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยเราได้ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เป็นช่วงเวลาที่เราอยู่กันด้วยความหวังในทุกๆ ขณะจิต
วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสิ้นปี ทุกคนรู้ว่าอาการของพี่สาวทรุดลงอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเวลาของการจากลาจะมาถึงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ พี่เขยบอกว่าพี่สาวไม่ค่อยรู้สตินักแต่ก็ยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ ให้กินข้าวก็กิน ให้กินยาก็กินหวังอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องหาย แม้กระทั่งมื้อสุดท้ายพี่สาวก็กินทั้งข้าวและยาจนหมดราวกับว่าพี่สาวจดจารคำว่าสู้ไว้ในจิตสำนึกสุดท้ายของชีวิต
พวกเราไปพร้อมกันที่โรงพยาบาลในตอนบ่ายเพราะป้าโทรมาบอกว่าพี่สาวไม่ไหวแล้ว ซึ่งตอนที่เราไปถึงมันก็แย่มากจริงๆ ในตอนนั้นน้าสาวอีกสองคนก็อยู่ด้วย คุณหมอให้พี่เขยตัดสินใจว่าจะให้ทำการรักษาแบบเต็มรูปแบบ คือเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจ และปั๊มหัวใจหากจำเป็น ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่อาจรับรองได้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร หรือเราจะพาพี่สาวกลับบ้าน
ในตอนนั้นเชื่อว่าเราทุกคนต่างลังเล แม้ในวินาทีสุดท้ายเราต่างไม่อยากทิ้งความหวังที่แสนริบหรี่นั้น แต่ความจริงก็คือความจริง ถึงจะเจ็บปวดเราก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ท้ายที่สุดเราจึงตัดสินใจพาพี่สาวกลับบ้าน...
พี่สาวจากพวกเราไปท่ามกลางความอบอุ่นของครอบครัว บนบ้านที่สร้างขึ้นและหวังจะได้อยู่กับคนที่รักไปจนแก่เฒ่า ในตอนเย็นของวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เวลา 18:00 น. ทุกคนเสียใจแต่เราก็รู้ว่าพี่สาวจะไม่เจ็บปวดอีก การตายจากเป็นเพียงการเปลี่ยนร่าง แล้วสุดท้ายเราจะได้พบกันอีกครั้ง...
หลับเถิดหลับให้สบาย ในฝันอันพรรณรายเฉิดฉัน ดับทุกข์เศร้าโศกวิโยกพลัน แล้วเราจะพบกันในวันพรุ่ง
ความรักจักพาเราไป แสงทองจะกลายเป็นสายรุ้ง ทอทาบฟ้าครามงามจรุง ช่วยปรุงแต้มโลกใหม่ให้โสภา
ด้วยแรงแห่งกรรมกำหนด ได้เกิดประสบพบหน้า แล้วพรากให้ห่างร้างลา เหลือเพียงหยาดน้ำตาอาดูร
สะอื้นไห้ละห้อยหาอาลัยนัก แต่นี้ใครจักกอดรัดให้ไออุ่น บ้านไร้ซึ่งศัพท์สำเนียงเสียงละมุน พี่สิ้นสูญสู่ปรภพผ่านพ้น
ชีวิตนั้นเป็นเช่นใบไม้ ปลิดปลิวกล่นกลายจากต้น เพียงความดีทิ้งไว้บอกคุณค่าตน สุดท้ายก็ร่วงหล่นโรยรา
ดวงตะวันลับเลื่อนเคลื่อนตก “กรกนก” คือแสงแห่งฟ้า วันนี้เพียงไกลลับสายตา วันหน้าย่อมจะกลับคืนมาเนาว์
ปล. สวัสดีปีใหม่ทุกคนนะ ขอให้มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนา Happy New Year!!!!
November 23 จักรวาล...นิพพาน...และเราสอง-สามวันก่อนดูรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม... เล่าถึงกำเนิดของดวงดาวและจักรวาลว่ามีจุดเริ่มต้นมาจาก Big Bang หมายถึงการระเบิดครั้งใหญ่ของกลุ่มก้อนพลังงาน เกิดการกระจายตัวก่อนจะกลายเป็นสสารที่มีมวล...วิวัฒนาการเป็นหมู่ดาวและดาราจักรต่างๆ การระเบิดนั้นเกิดขึ้นเมื่อราวๆ 1-2 หมื่นล้านปีก่อน... จักรวาล ณ ปัจจุบันมีขนาดประมาณ 10 ยกกำลัง 42 ล้านลูกบาศก์ปีแสง เป็นความยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์เราจะนึกภาพออก นอกจากความยิ่งใหญ่แล้ว...จักรวาลยังประกอบไปด้วยดาราจักรราวแสนล้านดาราจักร แต่ละดาราจักรอยู่ห่างกันนับแสนปีแสง หรืออย่างน้อยที่สุดคือหลายหมื่นปีแสง (เช่นดาราจักรแอนโรมีดาที่อยู่ใกล้ทางช้างเผือกที่สุด) ทั้งทางช้างเผือกและดาราจักรแอนโดรมีดาเป็นส่วนหนึ่งของดาราจักรท้องถิ่น ที่มีอยู่ทั้งสิ้นสามสิบดาราจักร... สามสิบ...ในหนึ่งแสนล้าน... หากคิดเทียบเป็นประชากรโลกก็เป็นเพียงสองคน จากประชากรทั้งหมด นอกจากนั้นคือที่ว่างอันไพศาล... วันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา... สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology) สามารถถ่ายภาพดวงดาวในยุคเริ่มแรกได้ เป็นกลุ่มดาวจำนวน 6 ดวง อยู่ห่างจากเราประมาณ 13,000 ล้านปีแสง เมื่อคิดถึงขนาดและระยะเวลาของการถือกำเนิด ทางช้างเผือกมีขนาดราว 180,000ปีแสง มีอายุเทียบเท่ากับจักรวาลคือ 13,600 ล้านปี ในขณะที่โลกมีอายุเพียง 4,540 ล้านปี แสงจากดวงดาวที่อยู่อีกฟากของทางช้างเผือกย่อมมาถึงเราก่อนหน้านี้นานแล้ว ดังนั้นคำอธิบายสำหรับการมาถึงของแสงที่อยู่ไกลถึงขนาดนั้นก็คือ... หลังจาก Big Bang เราเดินทางมาสู่ตำแหน่งปัจจุบัน(หรือใกล้เคียง) ด้วยความเร็วมหาศาล คิดเป็นระยะทาง 13,000ล้านปีแสง ในเวลาสามนาที... เป็นความเร็วที่วิทยาศาสตร์ยังประมาณไม่ได้ มีข้อคิดที่น่าสนใจอยู่ข้อหนึ่ง... หากการที่เราเดินทางมาด้วยความเร็วเหนือแสงทำให้เราสามารถมองเห็น 'ภาพของอดีต' (ที่พึ่งเดินทางมาถึง)ได้ เราอาจตั้งสมมติฐานใหม่ได้ว่า "หากเราเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสง เราจะมองเห็นอดีตได้" การมองเห็นอดีต...อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "การระลึกชาติ" เรื่องนี้ทำให้นึกถึงใครหลายคนที่บอกว่าตัวเองระลึกชาติได้ แน่นอนที่สุดว่า...หากเรามองเห็นอดีต...เราย่อมเข้าใจที่มาที่ไปของตัวเราชัดเจนขึ้น แต่อดีตย่อมเป็นอดีต...รู้แล้วได้อะไร? ไม่รู้แล้วได้อะไร? สิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้วย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไข... ตามทฤษฎี Big Bang จักรวาลมีการขยายตัวออกเรื่อยๆ และมีมวลสารเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว Big Bang เกิดจากอะไร? เริ่มต้นที่ไหน? และสิ้นสุดอย่างไร? ณ จุดเริ่มต้น... มหาจักรวาลอาจมีขนาดเล็กกว่าอนุ-อนุภาค "ควาร์ก" หรืออาจเป็นเพียงความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต และที่สุดแล้ว...เมื่อขยายตัวจนถึงที่สุด... จักรวาลอาจกลับคืนสู่ "ความว่างเปล่า" ก็เป็นได้ และหากเป็นเช่นนั้นจริง...อาจเรียกได้ว่า...เรามีที่มาจากความว่างเปล่า เช่นกัน นึกถึง "จุดหมาย" ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ "นิพพาน" คือความหลุดพ้น ไม่มีการเกิด ไม่มีการตั้งอยู่ อีกทั้งไม่อาจเรียกได้ว่าดับสูญ ไฟที่ดับแล้วย่อมไม่อาจมองเห็น... อีกทั้งยังไม่อาจบอกได้ว่าไฟนั้นไปไหนหรืออยู่ในสภาพใด... สำหรับเรา...นิพพานนั้นยังอยู่ห่างไกล... ทว่าความคิดบางอย่างกลับแวบผ่านเข้ามา... บางทีนะ...บางที... "การเดินทางไปสู่นิพพาน" อาจหมายถึงการกลับไปสู่ตัวตนที่แท้จริงของเราก็เป็นได้ "ตัวตน" ที่เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาล... "ใครจะรู้?" September 05 ทุกเช้า ทุกคืน ทุกวันทุกเช้าที่ฉันจะต้องตื่นแล้วคิดว่าเธอจะเป็นเช่นไร เสียไปเกือบครึ่งชั่วโมงทุกเช้า อาบน้ำแต่งตัวถึงค่อยคลาย และค่อยๆได้ลืมเธอไป ไปทำอะไรเช่นเดียวกับคนอื่นเขา
เป็นแบบนี้อย่างเดิมทุกวัน ก็เหมือนอย่างเดิมทุกวัน ภาพเก่าซ้ำๆ เรื่องราวซ้ำๆ ก็วนเวียนอยู่ตรงนั้น
มันไม่หาย...ไม่ลืมสักที ถ้าเผลอต้องมาทุกที มันแปลก...แปลกที่หัวใจ...ที่ถึงแม้จะช้ำยังไงก็ไม่อาจลืม
ทุกครั้งก่อนจะฉันจะได้นอน ต้องคิดว่าเธอจะอยู่ที่ใด คิดลึกจนหลับใหลไปเกือบเช้า อยู่ไหนอยากรู้แล้วฝันไป ตื่นขึ้นมาก็เจอความจริง ไม่มีอะไรนอกจากหัวใจที่เหงา
เป็นแบบนี้อย่างเดิมทุกวัน ก็เหมือนอย่างเดิมทุกวัน ภาพเก่าซ้ำๆ เรื่องราวซ้ำๆ ก็วนเวียนอยู่ตรงนั้น
มันไม่หาย...ไม่ลืมสักที ถ้าเผลอต้องมาทุกที มันแปลก...แปลกที่หัวใจ...ที่ถึงแม้จะช้ำยังไงก็ไม่อาจลืม...
August 12 ความรักของเม่นจำไม่ได้แล้วว่าใครเคยพูดไว้...
เคยรู้ไหมว่าตัวเม่นรักกันยังไง?
เมื่อมันไม่สามารถที่จะอยู่ใกล้กันได้
เพราะหนามที่มีอยู่รอบตัวจะทิ่วแทงให้อีกตัวหนึ่งต้องเจ็บปวด
ตัวเม่นจึงต้องรักกันอยู่ห่างๆ ...
อาจจะเหงาบ้าง...อาจจะหนาวบ้าง...
....แต่ความรักก็ยังคงเป็นความรักล่ะนะ....
คุณว่าไหม?
July 30 ...Nostagia...ถวิลหา...พักนี้รู้สึกว่าจะมีเรื่องราวต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องของตัวเอง...และเรื่องของ 'คนอื่น' ที่กระทบกับความรู้สึกในหัวใจ... เริ่มจากเรื่องแรก...
ในที่สุดพี่ชายก็แยกทางกับใครคนนั้นเป็นที่เรียบร้อย ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไรกับบทสรุปของความรักในทำนองนี้ เพราะโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนรักใครยาก... และเมื่อรักแล้วก็มักจะไม่เปลี่ยนใจ ไม่ว่าเค้าคนนั้นจะเปลี่ยนหรือไม่ก็ตาม พี่ชายบอกข่าวนี้กับเราพร้อมกับคำถาม...
"เค้าบอกว่าพี่เห็นแก่ตัว...พี่เห็นแก่ตัวจริงๆ หรือ?" เป็นคำถามที่ตอบยากนะ...
หากวัดกันในแง่องวัตถุ...พี่ชายให้เขาได้อย่างสมบูรณ์พรั่งพร้อมจริงๆ แต่หากวัดกันในแง่ของความรู้สึก...พี่ชายก็อยุติธรรมเหมือนกันนะ เพราะความรัก...ย่อมถักทอจากหัวใจสองดวง ไม่ใช่จากหนึ่งดวงของเขาคนนั้นกับอีกครึ่งดวงของพี่ชาย ถึงตอนนี้...คงไม่ต้องพูดกระมังว่าพี่ชายเก็บใครอีกคนไว้ในหัวใจเสมอมา... บางที...อาจเป็นเพราะมุมมองและจุดยืนของความรักที่แตกต่างกัน ทำให้บางครั้งก็อยากจะถามพี่ชายนะว่า... ในทางกลับกัน...พี่ชายจะแบกรับความคาดหวังของใครสักคน ที่รักพี่ชายเพียงครึ่งหัวใจเอาไว้ได้หรือเปล่า...โดยที่พี่ชายไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือน้อยเนื้อต่ำใจนะ เป็นคำถามที่คงจะไร้คำตอบ...เพราะเราคงไม่กล้าถามพี่ชายจริงๆ หรอก เรื่องที่สอง...วันเกิด...
เมื่อวานนี้นอกจาะเป็นวันอาสาฬหบูชาแล้วยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของเราอีกด้วย เป็นวันเกิดเงียบๆ ไม่มีงานเลี้ยง... ซื้อของขวัญให้ตัวเองเป็นหนังสือ...กับได้ของขวัญวันเกิดจากพี่ที่ทำงานอีกสองชิ้น วันนี้เปิดบล็อกมาเห็นคำอวยพรจากเพื่อนๆ บล็อกแก๊งค์ก็ดีใจมาก ขอบคุณสำหรับทุกคำอวยพรนะคะ...ขอบคุณมากมายจริงๆ เรื่องสุดท้ายสำหรับวันนี้...แถมยังเป็นเรื่องที่ใช้เป็นหัวข้อบล็อคประจำวันด้วย...
... "Nostagia"... ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคชะตาหรือปาฏิหาริย์
ที่ทำให้ฉันได้คุยกับคุณอีกครั้ง...โดยไม่คาดฝัน เป็นอะไรที่ทำเอาหัวใจพองโตจนนอนไม่หลับเลยทีเดียว "นาถ"...ขอแทนชื่อคุณแบบนี้ก็แล้วกันนะคะ
การได้คุยกับคุณนับเป็นของขวัญวันเกิดที่แสนวิเศษจริงๆ นะ เพราะฉันรู้ว่าคุณงานมาก...และคุณก็ไม่ใช่คนติดอินเตอร์เน็ตแบบฉัน โอกาสที่เราจะได้คุยกันจึงน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย และถึงแม้ว่าคุณให้เบอร์โทรศัพท์กับฉันไว้ แต่ฉันก็ไม่คิดจะเป็นฝ่ายโทรหาคุณก่อนอยู่ดี คุณคงไม่รู้หรอกว่าฉันดีใจแค่ไหนที่เจอคุณ...
ถึงจะเป็นแค่การออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตก็เถอะ และก็ไม่น่าเชื่อด้วยว่า... ความเดียวดายจะทำให้เราคุยกันได้นาน และอ่อนหวานขนาดนั้น คุณบอกกับฉันว่าพึ่งจะอกหัก...แล้วก็อยากคุยกับใครสักคน... ชีวิตคุณมันขาดหาย...เมื่อไม่มีคนรักมาร่วมแบ่งปัน ฉันจึงบอกกับคุณไปว่า..คุณไม่จำเป็นจะต้องรักฉัน... แต่คุณก็สามารถแบ่งปันกับฉันได้นะ...ในฐานะเพื่อน ไม่รู้ว่าจะเป็นการทอดสะพานเกินไปหรือเปล่านะ? แต่ที่แน่ๆ ฉันรู้สึกยินดีกับความเป็นโสดของคุณ... เป็นนางมารร้าย...ที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบนางฟ้าผู้แสนอ่อนโยน ถ้าคุณรู้ความจริงนี้เข้า...คุณจะเกลียดฉันไหมนะ? ไม่อยากจะรู้คำตอบนี้เลย... หัวใจลิงโลด...เต้นระบำอยู่ในอก...
หากเป็นใครสักคนที่รู้จักฉันมานานคงจะอ่านสายตาฉันออก ว่า...ฉันสนใจคุณมากขนาดไหน? ความห่วงใยและกำลังใจที่ส่งไปให้จึงเป็นของจริง มากกว่าความห่วงใยที่แสดงกับคนทั่วไปในฐานะที่รู้จักกัน คุณจะรู้ไหมนะว่า...ฉันถวิลหาคุณแค่ไหน?
นับตั้งแต่ที่คุณสบตาฉันในวันที่เราพบกัน... ...ฉันยังจำความรู้สึกในตอนนั้นได้อยู่เลย... คุณรู้ไหม?...
ฉันไม่เชื่อเรื่องรักแรกพบมาก่อนจาวินาทีนั้น สายตาที่อบอุ่นและท่าทีอ่อนโยนจริงใจของคุณทำให้แสงสีบนโลกดูต่างไปจากที่เคยเป็น ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ "ความรัก"
แต่ฉันก็อยากจะสัมผัสกับความรู้สึกแบบนั้นอีก อยากสบตาคุณ...เพื่อที่จะได้บอกกับตัวเองว่า...ความรู้สึกนั้นมีอยู่จริง... และฉันไม่ได้ฝันไป... อยากจะโอบกอดคุณไว้ด้วยทั้งหมดของความรู้สึกดีๆ ในหัวใจ...
"ขอให้รู้สึกดีขึ้นในเร็ววันนะคะ" เพราะว่าฉัน..."ชอบ" คุณเข้าแล้วล่ะ
...
June 22 ...เมื่อไหร่จะเข้าใจ...วันนี้พี่ชายที่แสนน่ารักคนหนึ่งโทรมาหา...ขออนุญาตเรียกคุณธีร์ก็แล้วกัน อันที่จริงก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากหรอก... ก็แค่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตามธรรมดา...ที่ไม่ธรรมดา เอ๊ะยังไง? ที่ไม่ธรรมดาก็เพราะว่าคุณธีร์จับความรู้สึกบางอย่างจากน้ำเสียงฉันได้ ทั้งที่โดยปกติแล้ว... ต่อให้คนที่ใกล้ชิดที่สุดอย่างพ่อกับแม่ก็ยังไม่เคยสัมผัสถึงมันได้เลยนะ แต่คุณธีร์น่ะ อยู่ไกลยิ่งกว่านั้นอีก เรียกว่าไกลมากๆ เลยก็ได้ บางที...อาจจะเป็นเพราะว่า “ฉันเหนื่อยเกินไป” ละมั้ง กับภาระที่แบงรับเอาไว้... กับความคับข้องใจทางอารมณ์ที่ยังหาทางออกไม่เจอ... นึกถึงพี่ชายอีกคนหนึ่ง... คนที่เคยสนิทสนมถึงขั้นที่ว่า...แค่มองตาก็เข้าใจ... บางทีอาจเป็นเพราะระยะทางที่ทอดยาวห่างไกลจากกันไปทุกที จึงทำให้ความเข้าใจบางอย่างหล่นหายรายทาง พี่ชาย...จึงไม่อาจเข้าใจความเป็นไปในหัวใจฉันได้อีกต่อไป แล้วการที่พี่ชายพยายามจะเหนี่ยวรั้งสายป่านของความผูกพันเอาไว้ ก็กลับกลายเป็นการสร้างรอยแผลไว้บนหัวใจของคนเป็นน้องอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อยากบอกพี่ชายว่า... “อย่าเอ่ยคำว่ารักอีกเลยจะได้ไหม? เพราะนอกจากมันจะสายเกินไป...มันยังทำให้ใครอีกหลายๆ คนต้องเจ็บปวด สิ่งที่เลือกไปแล้ว...ตัดสินใจทำลงไปแล้ว ย่อมไม่คืนกลับมาให้เราได้มีโอกาสแก้ตัว เราอาจเลือกใหม่ได้ในสถานการณ์ที่คล้ายกัน... แต่ไม่อาจแก้ไขสิ่งที่ผ่านไปแล้วได้หรอกนะ ถึงจะรักมากมายแค่ไหน...มันก็เป็นไปไม่ได้...และคงจะไม่มีวัน น้องไม่ได้รักพี่ชายแบบนั้น...เมื่อไหร่จะเข้าใจ?” อัดอั้นตันใจ...พูดไม่ออกบอกไม่ถูก คงต้องโทษความอ่อนแอของตัวเองที่จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าบอกออกไปตรงๆ สักที ทำไมนะ...ความรู้สึกสำนึกในความดีของใครบางคนมันช่างมากมาย จนไม่สามารถที่จะทำเรื่องที่สมควรทำได้ เพียงเพราะรู้ว่า... ‘เขาจะต้องเจ็บปวดจากการกระทำนั้น’ หรือบางที...การที่ฉันต้องแบกรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้นั้น ...เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว... จะมีใครตอบคำถามมากมายในหัวใจนี้ได้ไหมนะ? ขอบคุณ ‘พี่ชายคนนั้น’ ที่ยังคิดถึงกัน ในโมงยามของความเดียวดาย... การมีใครสักคนผ่านเข้ามาในชีวิต นี่มันทำให้รู้สึกดีจริงๆ นะ ป่านนี้คุณธีร์คงจะนอนหลับไปแล้วล่ะ...หวังว่าจะนอนหลับฝันดีเช่นกันนะคะ วันนี้...อ่อนล้า...เหนื่อยแรง... อีกไม่ช้า...ก็คงจะผ่านพ้นไป...สักวัน... June 17 BOTOX - - Botulinum toxin type Aสืบเนื่องจาก blog ของผู้พันต้น(พันโทคมกริช อินทรสุวรรณ นักแสดงท่านหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่องนเรศวร) ที่อาการปวดหลังกำเริบจนคุณหมอต้องฉีดยาตัวนี้ให้ ก็เลยคิดว่าน่าจะเอาข้อมูลเกี่ยวกับยาตัวนี้มาเล่าสู่กันฟังสักนิด
Botox® คืออะไร? เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกคุ้นเคยกับคำๆ นี้มาก่อนแล้ว Botox เป็นชื่อย่อของ Botulinum toxin ซึ่งผลิตโดยเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งซึ่งเป็นเชื้อกลุ่มเดียวกับเชื้อบาดทะยัก ชื่อว่า Clostidium Botulinum เป็นเชื้อที่ไม่ต้องการออกซิเจน และสารพิษที่ผลิตออกมาสามารถจำแนกออกได้ถึง 7 ชนิด แต่ที่เรารู้จักกันดีก็คือ Botulinum toxin A และ Botulinum toxin B สารพิษทั้งสองนี้เป็นชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ (อย่างที่เคยมีข่าวกรณีหน่อไม้ปี๊ปเป็นพิษที่จังหวัดน่านเมื่อหลายปีก่อน) กลไกการออกฤทธิ์ Botulinum toxin ทั้งสองชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์โดยจะไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่ปลายประสาทสั่งการเคลื่อนไหว (motor neuron) ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว และยังสามารถลดกาหลั่งของเหงื่อที่ต่อมเหงื่อได้ ประโยชน์ทางการแพทย์ Botulinum toxin ที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์คือ type A ซึ่งมีจำหน่ายในชื่อทางการค้าว่า Botox® โดยมีข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยอมรับจากกระทรวงสาธารณสุขของไทยคือ - ใช้ในการรักษาโรคตาเหล่ และโรคกล้ามเนื้อกระตุก - ใช้ในการรักษาภาวะกล้ามเนื้อคอบิดเกร็งในคนไข้ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป - ใช้ในการรักษาริ้วรอยระหว่างคิ้ว (Globular Line) และภาวะกล้ามเนื้อเกร็งเฉพาะส่วนในผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดในผู้ป่วยอัมพฤต หรืออัมพาต - ใช้ในการรักษาอาการเหงื่อออกมากใต้วงแขน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดูเหมือนว่าประโยชน์ที่แพร่หลายที่สุดของ Botox จะอยู่ในวงการเวชกรรมความงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เรียกกันว่า “สวยด้วยพิษ” เลยทีเดียว การฉีด botox นั้นจะให้ผลในการรักษาประมาณ 3-6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายของแต่ละคนด้วย การฉีดซ้ำจะทำให้ผลในการรักษาชัดเจนขึ้นและอยู่ได้นานขึ้นกว่าการฉีดในช่วงแรกๆ ผลข้างเคียง ผลข้างเคียงจากการฉีด Botulinum toxin อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ อาการปวดบริเวณที่ฉีด(เพราะต้องฉีดหลายตำแหน่ง) ,อาการป่วยคล้ายเป็นหวัด(Flu-like Symtoms), ปวดศรีษะ, อาการทางระบบทางเดินอาหาร, และอาจเกิดอาการหนังตาตก หรือใบหน้าไม่สามารถแสดงอารมณ์ได้ชั่วขณะ(สำหรับกรณีฉีดบนใบหน้า)เนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ ข้อห้ามใช้ Botulinum toxin มีข้อห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์หรือผู้ที่กำลังให้นมบุตร, ผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับเนื้อและระบบประสาท เช่น myastenia gravis ,multiple sclerosis และนอกจากนี้ยังห้ามใช่ร่วมกับยาในกลุ่ม aminoglycoside, penicillamine, calcium chanel blocker อีกด้วย เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ botox (ตามประสาเภสัชกร) - Botox จะมีขนาดของยาเป็นหน่วย (unit) โดยหนึ่ง unit จะเท่ากับขนาดของยาที่ทำให้หนูห้าสิบตัวในหนึ่งร้อยตัวตาย หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่าค่า LD50 นั่นเอง ฟังแล้วสยองขึ้นมานิดๆ เหมือนกันเนอะ - Botulinum toxin มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกคือ "sausage poison" หรือ "Canadian bacon pathogen" เพราะเป็นสารพิษที่เกิดจากการถนอมอาหารประเภทเนื้อโดยขาดสุขอนามัย - Botulinum toxin เป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงมาก โดยมีค่า LD50 อยู่ที่ 1 ng/kg ดังนั้นสารพิษเพียง 1 กรัมก็มากพอจะฆ่าคนได้นับล้านคนทีเดียว - นอกจากประโยชน์ทางการแพทย์แล้วยังมีการคาดการณ์กันว่านำจะมีการนำเอา Botulinum toxin มาทดลองทำเป็นอาวุธเคมีอีกด้วย(อันนี้น่ากลัวที่สุด )- แถมอีกนิดเรื่องการแก้พิษ ปัจจุบันมีการผลิตยาแก้พิษสำหรับ Botulinum toxin ออกมาแล้วในรูปแบบของ antibody หรือสารภูมิคุ้มกัน โดย antibody ที่ได้ผลิตจากม้า(คล้ายๆ กับการผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเลยเนอะ) มีอยู่ด้วยกันสองแบบคือ Trivalent (A,B,E) Botulinum Antitoxin และ Heptavalent (A,B,C,D,E,F,G) Botulinum Antitoxin ซึ่งทั้งสองแบบนี้ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นจะกินของหมักของดองอะไรก็ดูให้ดีๆ เสียก่อนนะคะ พลาดพลั้งไปอาจหมายถึงชีวิตได้ เขียนไปเขียนมาชักจะรู้สึกว่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจะยาวกว่าเนื้อหาเสียแล้วเลยขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้นะคะ อาจจะไม่ละเอียดเท่าไหร่นักเพราะพยายามจะเขียนด้วยภาษาที่คนที่ไม่ได้เรียนทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มาเข้าใจได้ง่ายๆ ใครมีข้อสงสัยหรือมีข้อแนะนำประการใดรบกวนคอมเมนท์ไว้ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งค่ะ อ้างอิง : - MIMS Thailand, Annual 2005 - http://www.botox.com - http://jama.ama-assn.org - http://en.wikipedia.org - http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/botox.html June 08 นิทานกาลครั้งหนึ่งกาลครั้งหนึ่ง...
ชายหนุ่มช่างฝันยืนอยู่บนโลกกลมๆ ใบนั้น
โลกกลมๆ ใบนั้นโอบล้อมด้วยหมู่ดาว
ก่อนกาลครั้งนั้น...
ชายช่างฝันเคยมองเห็นดวงดาวในครั้งก่อน
เขามองเห็นดวงดาวโอบล้อมรอบกาย แบ่งปันเรื่องราวมากมาย
ชายช่างฝันไม่เคยคิดว่า เขาจะลืมความสำคัญของดวงดาว
กลางวันนี้...
อาทิตย์ทอแสงสีชมพู...แสงแดดบดบังแสงดาว
ดาวยังคงอยู่เคียงข้าง...แต่เลือนรางจนมองไม่เห็น
กลางคืนนั้น...
กาลเวลาผ่าน...แดดจางหาย
ชายช่างฝันอ่อนล้า หลับตาลง
ดวงดาวทอแสงระยับ...แต่เขาไม่ได้ลืมตาดู
ในวันและคืน...
ในวัน --> ชายช่างฝันลืมตา ยิ้มกับการกลับมาของแสงตะวัน
ในคืน --> ดวงดาวยังคงอยู่ แต่ไม่อาจมองเห็น
ในคืน --> ชายช่างฝันหลับตา คิดถึงแสงตะวันที่จากไป
ในคืน --> ดาวทอแสงอยู่ แต่เขาไม่รู้เพราะมัวหลับฝัน
กาลเวลาผ่าน...ชายชราเหนื่อยล้ากับการมองหาแสงตะวัน
ในวันหนึ่ง --> ชายชราหลับตาลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
และแล้วคืนวันก็เปลี่ยนไป ...
ในคืนนั้น --> ชายชราลืมตา มองเห็นดวงดาวมากมายโอบล้อมข้างกาย...เขายิ้มอย่างดีใจ
May 16 ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์วันก่อนดูรายการ "จับเข่าคุย" ของคุณสรยุทธ ซึ่งแขกรับเชิญประจำสัปดาห์(หรือจะเป็นประจำวันก็ไม่ค่อยแน่ใจ) เป็นเภสัชกรรุ่นพี่ ที่นอกจากจะเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของคณะและมหาวิทยาลัยแล้ว ยังได้รับรางวัล Global Scientist Award 2004 หรือรางวัลนักวิทยาศาสตร์โลก ประจำปี 2004 ทางด้านโรคเอดส์ในวันเอดส์โลก ณ ประเทศนอร์เวย์ อีกด้วย ชื่อของท่านก็คือ...ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ค่ะ
ได้ทราบประวัติการทำงานของท่าน อีกทั้งอุดมการณ์และสิ่งที่ท่านปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างทำให้รู้สึกดีมากๆ ที่ได้เป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกันกับท่าน (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) วันนี้ก็เลยจะขอเสนอประวัติส่วนตัวของท่าน อยากให้คนไทยได้รู้จักท่านให้มากขึ้น "เมืองไทยมีทั้งคนเก่งและคนดีอยู่ในตัวคนเดียวกัน" เป็นตัวอย่างที่น่ายกย่องมากๆ ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่เร่ร่อนไปทั่วแอฟริกา เธอเปรียบเสมือนหญิงยิปซีเร่ร่อนพเนจรไปผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ทั่วทั้งทวีปแอฟฟริกา ได้เริ่มต้นประโยคแรกของเราว่า ....ชีวิตทุกคนมีค่าเท่ากัน ไม่ว่าผิวสีเหลือง ผิวขาว ผิวดำ หรืออาศัยอยู่ที่ซีกโลกใดก็ตาม... เส้นทางชีวิต พื้นเพของดิฉันเป็นคนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีพี่น้อง 2 คน คุณพ่อเป็นหมอ ส่วนคุณแม่เป็นพยาบาล ดิฉันมาเรียนที่ รร.ราชินี หลังจากจบมัธยมปลาย ก็สอบเอ็นทรานซ์ติดที่ มหาลัยเชียงใหม่ คณะเภสัช เมื่อเรียนจบก็มาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ ม.สงขลานครินทร์ เพราะอยากไปใช้ความรู้ที่เรียนมาสอนที่บ้านเกิด เป็นหัวหน้าภาควิชาเภสัชเคมี ซึ่งในคณะนั้นปี 2524 มีคนสนใจมาเรียนภาควิชานั้นแค่ไม่กี่คน เป็นอาจารย์มา 2 ปีเริ่มเบื่อ จึงลาออกมาทำงานที่องค์การเภสัช เหตุผลเพราะองค์การนโยบายเภสัชคือ ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน และอีกประการคืออยากมาผลิตยาที่มีคุณภาพให้กับคนไทย แรงบันดาลใจ ปี 2535 เริ่มมีผู้ป่วยเอดส์มากขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันรู้สึกว่า ผู้หญิงและเด็กที่ไม่เกี่ยวข้องเริ่มต้องมารับผลกระทบไปด้วยเป็นคนที่น่าสงสารมาก เช่น ผู้หญิงบางคนติดเชื้อจากสามีแล้วแพร่ไปสู่ลูก ดิฉันจะมีจุดอ่อนกับเด็ก เห็นเด็กแล้วสงสาร อยากช่วยเหลือพวกเขา เพราะคิดว่าเด็กคืออนาคตของประเทศชาติ นี้คือจุดที่ดิฉันตัดสินใจค้นคว้าและวิจัย ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ขึ้นมา ใช้เวลาคิดค้นคว้ามาประมาณ 3 ปีตั้งแต่ 2535-2538 ในครั้งแรกที่ดิฉันทำนั้นไม่มีใครมาช่วยเลย แม้กระทั้งนักวิจัย ดิฉันทำเองทุกอย่างเองประมาณ 6 เดือนซึ่งไม่น่าเชื่อว่าการทำงานคนเดียวจะทำให้เป็นผลดีกับดิฉันในอนาคต ได้มากขนาดนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่ที่ผลิตยาชื่อสามัญว่า ยาเอดส์ ในปี2538ได้ กว่าจะศึกษาและค้นคว้ามาได้ ต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่วัถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องไปเจอกับคนที่ ขัดขวางเรา ทั้งในองค์กรเองและจากต่างประเทศอีกด้วย ชื่อดิฉันถูกบรรจุอยู่ในแบลคลิสต์ของบริษัทยาเกือบทุกบริษัท มีคดีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกับบริษัทยาด้วย ซึ่งคิดว่ามาจากเรื่องของผลประโยชน์เพราะถ้าดิฉันผลิตยาสำเร็จยอดขายบริษัทยาอื่นๆต้องตกแน่นอน เนื่องจากราคาต่างกันค่อนข้างมาก ในที่สุดก็ทำสำเร็จ ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีและสื่อมวลชน ขอบคุณ NGO ทั่วโลกและพันธมิตรต่างประเทศอีกมากมาย ทั้งในอเมริกาและฝรั่งเศสที่คอยช่วยเหลือส่งข้อมูลมาให้ด้วย ยาตัวแรกที่เราผลิต ZIDOVUDINE หรือ AZT คือยาที่ลดการติดเชื่อจากแม่สู่ลูก ราคาที่คนอื่น ขายคือแคปซูลละ 40 บาท แต่พอดิฉันทำออกมาขายได้แค่ราคา 7-8 บาทเท่านั้นเอง นี่ยังไม่เท่าไรนะคะ มียาตัวนึงที่เป็นของบริษัทที่ฟ้องร้องดิฉัน จากเดิมที่เขาขายราคาแคปซูลละ 284 บาทแค่ดิฉันทำออกมาขายได้ในราคา 8 บาท จะเห็นว่าแตกต่างกันมาก ดิฉันถือว่าได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่คิดว่าจะไปตบหน้าใครหรือไปทำให้ยอดขายบริษัทไหนลดลง หลังจากนั้นดิฉันก็ผลิตยาออกมาเรื่อยๆ มีคนเข้าช่วยเหลือมากขึ้น มียาตัวหนึ่งมีชื่อเสียงมากคือ GPO-VIR เพราะปกติแล้วผู้ป่วยเอดส์ต้องกินยาหลายชนิด ในหนึ่งวันต้องกินเช้า-เย็น แต่รวมยาทั้ง 3 เม็ด ให้มาอยู่ในตัวยาตัวนี้ได้ ถ้าถามว่าทำไมต่างประเทศไม่ทำกันก็เพราะติดเรื่องลิขสิทธิ์ของบริษัทยา แต่เราทำได้เพราะเป็นของเราเองทั้งหมดผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย จึงเป็นผู้ป่วยที่โชคดีกว่าประเทศอื่นเพราะค่าใช้จ่ายยาลดลงและวันนึงกินยาแค่สองเม็ดเท่านั้น หลังจากเราคิดยาตัวนี้ได้จากคนเป็นพัน เราสามารถช่วยคนเป็นหมื่นคนได้เนื่องจากราคาถูกลง ทำงานเพื่อมนุษย์ธรรม มาถึงปี 2542 ดิฉันเริ่มมองเห็นมองเห็นการช่วยเหลือคนในประเทศเราไปได้สวย ทำให้อยากไปช่วยเหลือประเทศที่ด้อยพัฒนา ประเทศเล็กๆบ้าง ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่โชคร้ายมีผู้ป่วยเอดส์แยะมาก จึงคิดว่าถ้าเรามีโอกาสไปถ่ายถอดวิธีการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ให้เขาได้ มันคงจะดี จึงได้ริเริ่มทำตามไอเดียที่ว่า เมื่อทางองค์การอนามัยโลกทราบถึงเจตนารมณ์ จึงเชิญดิฉันไปที่แอฟริกาเพื่อไปดูว่าสามารถช่วยประเทศไหนได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นกำหนดไว้คร่าวๆประมาณ 5 ประเทศ รัฐมนตรีสาธารณสุขของไทยได้กล่าวในที่ประชุมขององค์กรอนามัยโลกว่า ประเทศไทยยินดีที่จะช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาในเรื่องการถ่ายถอดเทคโนโลยีผลิตยาไวรัสเอดส์ พูดไปทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าใครจะไปเป็นคนทำ เมื่อเรื่องแพร่กระจายออกไป ทางทวีปแอฟริกาต่างก็ชื่นชมว่าประเทศไทยใจดีอย่างโน้นอย่างนี้ เมื่อกลับมาเมืองไทย ดิฉันถูกเรียกไปสอบถาม ..องค์การเภสัชจะได้อะไรจากการถ่ายถอดเทคโนโลยีการผลิตครั้งนี้ ... ดิฉันตอบไปว่า ...ไม่ได้อะไรเลยค่ะ ที่ดิฉันอยากทำเพราะมันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม และการช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์ด้วยกัน.... ดิฉันไม่เข้าใจเลยว่า เวลาเราทำอะไรก็ตามทำไมเราต้องหวังผลจากการกระทำของเรา ดิฉันไม่เคยต้องคิดเลยว่า การให้ต้องแลกกับการได้รับ งานเปลี่ยน ชีวิต เมื่อถึงเวลา ที่ดิฉันต้องไปถ่ายถอดเทคโนโลยีจริงๆ ไม่มีใครไปด้วยเลย ดิฉันเริ่มคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี อยู่เมืองไทยเราทำคนเดียวได้ แต่ต่างประเทศไม่แน่ใจ เวลาเจอคนแอฟริกันเขาก็จะมาถามเราว่า เมื่อไหร่ยูจะมาช่วยผู้ป่วยประเทศไอซักที..เราตอบไม่ได้ จนกระทั่งกันยายน 2545 ดิฉันขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อไปช่วยเหลือแอฟริกาอย่างเต็มตัว ไม่มีใครเห็นด้วย รัฐมนตรีไม่ยอมเซ็นใบอนุมัติให้ เรียกไปคุย ดิฉันตอบไปว่า ..ไม่เปลี่ยนใจแล้ว เขาจึงยื่นข้อเสนอ เปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นที่ปรึกษาองค์กร แล้วเอายาไปขายทวีปแอฟริกาแทน ดิฉันปฏิเสธทุกข้อเสนอ และไม่เคยเสียใจในการตัดสินครั้งนั้น หลังจากนั้นดิฉันไปประเทศแรกคือ คองโก ไปโดยที่ไม่รู้อะไรเลย...ไปตายเอาดาบหน้าคนเดียวจริงๆ ไปอยู่คองโกไม่นานก็มีคนมาติดต่อไปช่วยผลิตยาให้เขา เนื่องจากทราบข่าวการทำงานของดิฉัน จากหนังสือพิมพ์ชื่อดังของเยอรมัน ฉบับหนึ่ง ในโลกไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า....คำสัญญา ....เมื่อเราบอกว่าจะช่วยแล้วก็ต้องช่วย เมื่อไปถึงแล้วก็ถามว่าไหนละทำยาตรงไหน มองไปก็มีแต่เนินเขาเต็มไปหมด นั่นหมายความว่าเราเริ่มกันตั้งแต่ วาดแปลนโรงงานที่ใช้ผลิตยากันเลย ปลุกปล้ำอยู่ 3 ปี สุดท้ายไม่น่าเชื่อเลยว่ายาต้านไวรัชเอดส์ที่ชื่อ afrivir ซึ่งมีส่วนผสมเหมือนบ้านเราทุกอย่างถูกผลิตขึ้นสำเร็จในประเทศที่มีความขัดแย้งมากที่สุดในโลกคือประเทศคองโก ในทวีปแอฟริกาเป็นประเทศแรก หลายคนสงสัยว่าถ้าตัวยาเหมือนกับบ้านเราทุกอย่าง ทำไมเราไม่เอายาไปขายเลยละ ดิฉันตอบไปว่า... ดิฉันต้องการให้พวกเขาทำเอง ดิฉันเชื่อว่าถ้าเขาอยากกินปลา เราควรสอนเขาตกปลาเองไม่ใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากินเพราะไม่อย่างนั้นเขาไม่มีวันพึ่งตนเองได้ ถึงเมืองไทยจะนำไปจำหน่ายได้ มันจะมีประโยช์อะไรเพราะมันไม่ยั่งยืน บางคนมองว่าดิฉันบ้า...ไปสอนคนแอฟริกาทำยาความจริงมันทำได้ คนแอฟริกาไม่ได้มีแต่คนโง่ทั้งทวีป ดิฉันเคยทะเลาะกับคนใหญ่คนโตของทวีปแอฟริกาเขาบอกดิฉันว่า...เธอไม่มีทางทำอะไรในแอฟริกาได้สำเร็จหรอก เพราะเธอไม่ใช่คนแอฟริกาเธอไม่รู้จักคนแอฟริกาดี... ดิฉันโกรธมากเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นคนแอฟริกาแท้ๆ ยังดูถูกพวกเดียวกัน ดิฉันเลยบอกไปว่า...ถ้าดิฉันทำยาได้สำเร็จเมื่อไหร่ คุณเป็นคนแรกที่ดิฉันจะบอก...แล้วดิฉันก็บอกเขาเป็นคนแรกจริงๆ แหมมันสะใจ(หัวเราะ) ประเทศด้อยพัฒนาในแอฟริกาเขายากจนกว่าบ้านเราแยะ สมมติว่าโรงพยาบาลมีเตียง 150 เตียงแต่มีคนไข้มาแอดมิท 450 คน นั่นหมายถึงใน 1 เตียงจะมีคนไข้ 3 คนนอนบนเตียงสอง คือนอนกลับหัวกลับหางกัน และใต้เตียงอีก 1 แทนที่อยู่โรงพยาบาลแล้วจะหาย กลับติดโรคกันไปหมด นี่คือส่วนหนึ่งที่ดิฉันอยู่เฉยไม่ได้ ใครๆ อาจจะมองว่าดิฉันประสบความสำเร็จแล้ว แต่จริงๆยังเลยค่ะเพราะทวีปแอฟริกามี 53 ประเทศจะช่วยยังไงไหว เกิดมา 10 ชาติยังช่วยไม่หมดเลยแต่เราทำเท่าที่เราทำได้ การทำงานคือสิ่งที่สนุกสร้างความสุขให้ดิฉัน สีสันของชีวิต ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าไปๆ มาๆ ดิฉันทำงานอยู่ที่แอฟริกามา 5 ปีแล้ว ในปีๆ หนึ่งดิฉันอยู่ที่ประเทศไทยไม่ถึงเดือนส่วน 11 เดือนที่เหลืออยู่แอฟริกาตลอด ดิฉันอยู่ตัวคนเดียวแบบวันต่อวันร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ไม่สามารถวางแพลนล่วงหน้าได้ เนื่องจากมีหลายประเทศมากที่เขาต้องการให้เราไปช่วย แต่ดิฉันโชคดีที่ดิฉันไม่มีครอบครัว ตารางงานก็ไม่แน่นอน ตารางงานที่ได้มาจากระทรวงการต่างประเทศ นอกนั้นก็เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย วันนี้อยู่ที่นี้แต่ต้องอาจไปอีกประเทศหนึ่งก็ได้ บางครั้งเคยคิดเหมือนกันว่า เราอายุ 55 แล้วแทนที่จะได้พักผ่อนอยู่กับบ้านสบายๆ หรือไม่ก็ไปทำธุรกิจโรงแรมกับญาติพี่น้อง ทำไมชีวิตยังต้องเร่ร่อนลอยไปลอยมาแต่ยังหาคำตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าเราอยากนำวิชาความรู้มาช่วยเหลือคนให้ได้มากที่สุด เวลามีคนถามดิฉันว่าทำอะไรดิฉันตอบไปว่า...เภสัชกรยิปซี (หัวเราะ).... ชีวิตการทำงานไม่ได้เป็นเรื่องสนุก อุปสรรคที่เคยเจอก็มีแยะ แต่ดิฉันมองว่าเป็นเรื่องขำๆ เคยเจอเครื่องบินดีเลย์ 24 ชั่วโมง ไม่รู้จะไปไหนนั่งมันตรงนั้นจนถึงเช้า ไม่รู้จะไปทำอะไรเพราะแอฟริกามันไม่มีสถานบันเทิงใดๆ ให้เราไปพักผ่อน ที่คองโก ดิฉันนอนอยู่ดีดีก็มีแสงวาบขึ้นมาคิดในใจว่าทำไมสว่างเร็วจัง ปรากฏว่าไม่ไช่นะคะ เป็นระเบิดที่เขายิงมา โดยมีเป้าหมายเป็นบ้านพักดิฉัน แต่เขากะพลาดไปหน่อยเลยไปตกบ้านข้าง คิดว่าเป็นฝีมือคนที่คิดว่าดิฉันเป็นศัตรูนั่นแหละคะ ยังมีอีกครั้งที่ ไนจีเรีย เขาเชิญไปบรรยายและช่วยเหลือทางด้านอุตสาหกรรมยา ซึ่งปกติตอนกลางวันก็อันตรายมากอยู่แล้ว แต่ดิฉันเดินทางไปถึงสนามบินตอนตี1 ไปคนเดียวด้วยไม่มีใครมารับ ก็นั่งแทกซี่ไป ถูกคนเอาปืนมาจี้ 5 ครั้งแต่ดิฉันไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย มีแต่เสื้อผ้ากับเงินอีก100เหรียญ ก็บอกเขาไปว่า ........ฉันมาช่วยคนในประเทศเธอนะ อยากได้อะไรเอาไปเลย...... สรุป 5 ครั้งไม่มีใครเอาเงินของดิฉันไปสักเหรียญเดียวแต่ระยะทาง 20 กม. ต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชม. เพราะมัวแต่เสียเวลาโดนจี้ เดินขึ้นลงรถ พูดประโยคเดิมอยู่นั้นแหละ เขาขู่เราด้วยคำเดิมๆ เราก็ตอบไปเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าคนที่จี้หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะมันมืดมาก เห็นแค่ลุกกะตากับฟัน(หัวเราะ) การโดนจี้ครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต ดิฉันถือว่า อุปสรรคคือสิ่งที่ทำให้เราเข้มแข็ง อาจจะเป็นเพราะตรงนี้ สื่อฝรั่งเศสและเยอรมัน เขาจึงบอกว่าเขาชื่นชมการทำงานของดิฉันและนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ จนได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 3 รางวัล นอกจากนั้นอเมริกายังเคยเอาไปสร้างเป็นหนังบอร์ดเวย์เรื่อง COCKTAIL ซึ่งจะแสดงเดือน พฤษภาคม ปีนี้ ดิฉันไม่เคยสนใจเลยว่าทำไปแล้วได้รางวัลอะไรไหม? จะมีคนมายกย่องไหมนั้นเป็นเรื่องไม่เคยคิด แต่พอเขาเอาเรื่องของเราไปทำเป็นภาพยนตร์ มันน่าภูมิใจนะที่ยังมีคนมองเห็นคุณค่าของเรา ดิฉันให้สัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุของอเมริกาแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วเชื่อมัยว่าอังกฤษและอเมริกาเสนอปริญญากิตติมศักดิ์ให้ไม่รู้กี่ใบ เราควรทำวันนี้ให้เหมือนกับวันสุดท้ายของชีวิต เพราะนั้นแปลว่าเราต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะไม่มีวันพรุ่งนี้ให้แก้ตัวอีกต่อไป แล้ว
May 01 一人(ひとり)ช่วงนี้กำลังบ้าภาษาญี่ปุ่นค่ะ
หลังจากที่ปล่อยทิ้งไว้จนแทบจะลืมหมดแล้ว
ต้องยอมรับว่าความคิดถึงที่มีต่อเซ็นเซในช่วงก่อนช่วยเอาไว้ล่ะค่ะ
เพาะการทบทวนความรู้เดิมๆ คล้ายๆจะกลายเป็นอีกทางออกของความคิดถึง
วันนี้ก็เลยเอาเพลงมาฝากค่ะ
一人 (hitori) ร้องโดย Mika Nakashima
เมโลดี้เพลงนี้จะออกแนวเหงาๆ เศร้าๆ สมกับชื่อเพลง "เดียวดาย"
ประกอบกับเนื้อเพลงที่บอกเล่าถึงความรู้สึกของคนที่ถูกคนรักทอดทิ้ง
เอ...มันชักจะคุ้นๆ กับชีวิตใครบางคนแถวนี้แฮะ
君といた思い出に (Kimi to ita omoide ni) ความทรงจำที่แสนเจ็บปวด 寄り添いながらいきている。(Yorisoi nagara ikite iru) ในขณะที่คุณก้าวเดินไปพร้อมใครอีกคน 情けない僕だけど。(Nasake nai boku dakedo) ฉันมันคนน่าสมเพช いまでも、わすられない。(ima demo, wasurerare nai) จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถลืมคุณได้
も遺著度、あのときの二人に戻れるのならば。 (Mou ichido ano toki no futari ni modoreru no naraba) อีกสักครั้ง, ถ้าย้อนกลับไปยังเวลาที่เราสองคนยังอยู่ด้วยกันนั้นได้ まやわ図にきみのこと。だきしめ、はなさない。 จะไม่ทำผิดพลาดอีก จะกอดเธอไว้ไม่ให้ไป ถามตัวเองแล้วก็ได้คำตอบว่าฉันคงไม่ยื้อคุณไว้แบบเจ้าของเพลงหรอกมั้ง
แต่ถ้าเป็นไปได้...อยากย้อนกลับไปในวันที่เรายังไม่ได้พบกัน
เดินหลีกหนีไปให้พ้น...เมื่อไม่พบกัน...
ไม่มีความทรงจำต่อกันก็จะไม่ต้องพบกับความเจ็บปวด
ถึงแม้จะ..."เดียวดาย"...ก็คงจะไม่เป็นไร
...คิดแบบนี้ล่ะนะ...
แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้
และฉันในตอนนี้ก็เป็นเหมือนกับเนื้อเพลงท่อนที่ว่า...
いまでも、わすられない。 (ima demo, wasurerare nai) จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถลืมคุณได้... ...คิดถึงเช่นเดิม...
.... ....
April 28 อย่าพบกันเลยเมื่อวานนี้คุยโทรศัพท์กับพี่คนหนึ่ง...
เป็นคนที่สนิทกับทั้งคุณและฉัน
นอกจากนี้เขาเอกก็รู้ถึงความเป็นเพื่อนที่มันแหลกสลายไปแล้วระหว่างเราอีกด้วย
my friend said : วันที่ 2-10 พฤษภาคมนี้พี่จะไปเชียงใหม่นะ
I said : มาจริงอ้ะ...มาทำอะไร?
my friend said : ไปสัมมนา...แต่งานนี้พี่ไปเองนะ อาจจะเอารถไป พักที่บ้านพักภาคฯ
I said : ดีสิคะไว้ไปกินข้าวด้วยกัน
my friend said : พี่ว่างเฉพาะเสาร์-อาทิตย์นะ
I said : ธารก็ว่างเฉพาะวันอาทิตย์เหมือนกัน วันอื่นทำงานตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่ม
my friend said : พี่กำลังคิดอยู่ว่าจะไปหาหลวงปู่ที่ลำปาง
หรือว่าจะลาก...(ชื่อคุณ)ลงมาเชียงใหม่ดี
ยอมรับว่าฉันอึ้งไปนิดๆ ที่พี่เค้ายังทำตัวเป็นปกติ
ราวกับไม่ยอมรับรู้ถึงสิ่งที่มันแตกสลายไปแล้วนั้น
I said : ธารน่ะยังไงก็ได้แล้วแต่พี่สะดวก
แต่ถ้าจะนัดกินข้าวกับ...(ชื่อคุณ)ก็ตามสบาย แต่ธารไม่ไป
my friend said : ไม่อยากเจอเหรอ?
I said :ไม่อยากค่ะ
my friend said : ไม่จริงมั้ง
I said : จริงค่ะ อาจจะคิดถึง...อาจจะเป็นห่วง...แต่ไม่อยากเจอ
บอกกับพี่เค้าไปอย่างนั้น...
ทว่าลึกลงไปในใจคือสิ่งที่บอกกับตัวเอง...สิ่งที่คิดว่าดีที่สุด 'สำหรับเรา'
เพราะไม่แน่ใจว่าหากพบกันอีกครั้ง...
ฉันจะยังเป็นคนน่ารัก...เป็น 'เด็กดี' ได้เหมือนอย่างที่เคยเป็นหรือเปล่า?
ฉันอาจจะกลายเป็น 'นางมารร้าย' ได้ในชั่วพริบตาก็ได้...ใครจะรู้?
หรือหากฉันยังเป็นเช่นเดิม...
ฉันก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่า...คุณจะยังเป็นคนที่แสนดีในแบบที่ฉันเคยรู้จักอยู่หรือเปล่า?
กาลเวลาและความห่างเหิน...
อาจเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นใครอีกคนที่ไม่น่ารักเลยสักนิดก็เป็นได้
สำหรับสถานการณ์ที่เราไม่อาจคาดเดาความเป็นไป
ฉันอาจทำร้ายคุณ...คุณอาจทำร้ายฉัน...
หรือเราอาจต่างฝ่ายต่างทำร้ายกัน...
...สู้เราอย่าพบกันเลยดีกว่า...
เมื่อไม่ต้องพบ...ก็ไม่ต้องกังวล...ไม่ต้องเสียใจ
กับเรื่องที่เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้น
..."คุณว่าฉันคิดอย่างนี้ถูกไหม?"... April 26 ชายในฝันอาจเป็นเพราะพักนี้มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความทรงจำเก่าๆ
เมื่อคืนที่ผ่านมาฉันจังฝันถึงใครบางคน
เป็น "ผู้ชายในฝัน" ทั้งในอดีตและปัจจุบัน...
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราจะผ่านมาพบกันแล้วก็ผ่านเลยไป
ไม่ว่าจะคิดถึงสักแค่ไหน...อยากพบสักเพียงใด
สุดท้ายก็ด้แค่เพียงภาพฝัน...เพราะเราไม่อาจจะหากับเจอได้อีกแล้ว
Megata Atsuhiko คือชื่อของ 'ใครคนนั้น'
หากที่ติดแน่นอยู่ในความทรงจำ ก็คือ... 'Atsu-sensei' [อ่านว่า อัท-ทสึ-เซน-เซ]
เป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นที่แสนสดใส และก็ใจดีมากๆ
สมกับที่เป็นเด็กที่เกิดหน้าร้อนกระมัง
ทว่าเรื่องราวในความฝันมันแสนเศร้าสิ้นดี
ฝันว่า...Atsu-sensei มาหา...
ทั้งที่กำลังป่วยหนักและกำลังจะจากโลกนี้ไป
ทำเอาตื่นมาด้วยความรู้สึกใจหาย...คิดถึงอย่างรุนแรง
เพราะกลัว...
กลัวว่าฝันนั้นจะกลายเป็นจริงขึ้นมา...
กลัวว่าความฝันอันนั้นจะเป็นเทพสังหรณ์
วิงวอนต่อสายลมแห่งโชคชะตา...
หากยังคงมีวาสนาต่อกันบ้าง
ช่วยพัดพาเอา sensei ให้ผ่านเข้ามาในชีวิตอยีครั้งจะได้ไหม?
อยากพบ...อยากบอก sensei ว่า..."คิดถึงและเป็นห่วงมากมายเหลือเกิน"
...จะมีโอกาสนั้นไหมนะ?...
คนของความทรงจำกับเรื่องตลกของโชคชะตาเมื่อวานนี้เข้าไปอ่านไดอารีเก่าสมัยยังเป็นนักศึกษา
แล้วก็ได้พบว่าไม่ได้คุยกับพี่คนหนึ่งมานานมากๆ
ตกบ่ายวันนี้ก็เลยจัดแจงกดโทรศัพท์ไปหา
เป็นการโทรครั้งแรกหลังจากได้เบอร์มาเมื่อประมาณสิบเดือนก่อน
ก็เลยต้องลุ้นว่าพี่เขาจะเปลี่ยนเบอร์ไปหรือยังนะ?
และแล้วก็มีเสียงจากปลายสายตอบรับมา
เราก็เลยแนะนำตัวเองไป...
"น้องธารค่ะพี่ระ"
"เป็นไงสบายดีไหม?" พี่ระถามมาตามสาย
"สบายดีค่ะ" ตอบไปพร้อมกับเล่าถึงสาเหตุของการโทรหาในครั้งนี้ด้วย
แล้วพี่ระก็บอกกับเราว่า...
"โทรมาวันเกิดพี่พอดีเลย"
เซอร์ไพร์สเล็กๆ แต่ทำเอาฉันอึ้งไปหลายวินาที
...อะไรมันจะแจ็คพ๊อตปานนี้เนี่ย...
"สุขสันต์วันเกิดค่ะ ขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ"
ได้ยินเสียงตัวเองอวยพรออกไปอย่างนั้น...
ในขณะที่หัวใจเก็บข้อความบางอย่างเอาไว้
อันที่จริงอยากบอกพี่ระด้วยว่า...
"พี่เกิดวันเดียวกับคนที่พี่บอกให้ธาร 'เลิกคบมันไปซะ' อ่ะค่ะ"
พี่ระจะทำหน้ายังไงนะ?
ไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นความบังเอิญหรือเป็นแค่เรื่องตลกของโชคชะตา
มันก็เกิดขึ้นแล้ว...เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
ถึงยังไงก็ "Happy Birthday" ทั้งสองคนนะคะ
April 23 เธอเท่านั้น"เธอเท่านั้น"
- ขลุ่ย วชิระ พุกพบสุข -
ในค่ำคืนที่มีเธออยู่เคียงข้างกันมันช่างอุ่นใจเหลือเกิน ต่อให้คนมากมายไม่อาจคลายความเหงา เท่าที่มีเราอยู่เพียงสองคน แต่เวลาที่เปลี่ยน จิตใจคนนั้นเปลี่ยน เลยทำให้เธอไม่มั่นใจ เธออยากให้ฉันรับปากว่าจะไม่จากไปไหน ไม่ให้ใครมาแทนที่เธอ แต่ไม่สัญญาได้ไหมว่าจะรักตลอดไป ไม่สัญญาได้ไหมว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร บอกได้เพียงชีวิตฉันมีเธอเป็นหัวใจ และคงจะไม่มีใครเปลี่ยนใจฉัน
ก็มีแต่เธอเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง มีแต่เธอที่รู้รักเธอเป็นเช่นไร ก็มีแต่เธอเท่านั้นที่เก็บรักของฉันเอาไว้ คนเดียวที่เปลี่ยนหัวใจฉันได้...ก็คือเธอ ต่างคนเคยพลาดผิด กับชีวิตที่ผ่าน เคยทรมานมากมาย ในวันนี้แค่เพียง ได้กุมมือกันไว้ จะทุกข์เพียงใดก็คลายเพราะรักเรา แต่ไม่สัญญาได้ไหม...ว่าจะรักตลอดไป ไม่สัญญาได้ไหมว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร บอกได้เพียงชีวิตฉันมีเธอเป็นหัวใจ และคงจะไม่มีใครเปลี่ยนใจฉัน ก็มีแต่เธอเท่านั้น...ที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง มีแต่เธอที่รู้...รักเธอเป็นเช่นไร ก็มีแต่เธอเท่านั้น...ที่เก็บรักของฉันเอาไว้ คนเดียวที่เปลี่ยนหัวใจฉันได้...ก็คือเธอ มีแต่เธอเท่านั้น...ที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง มีแต่เธอที่รู้...รักเธอเป็นเช่นไร ก็มีแต่เธอเท่านั้น...ที่เก็บรักของฉันเอาไว้ คนเดียวที่เปลี่ยนหัวใจฉันได้ ก็มีแต่เธอเท่านั้น... คนเดียวที่เปลี่ยนหัวใจฉันได้...ก็คือเธอ... เก่าแล้ว...สำหรับเพลงนี้แต่พอกลับมาฟังอีกครั้ง
...มันช่างตรงกับความรู้สึกอะไรเช่นนี้...
ที่สำคัญก็คือว่าเพลงนี้เพื่อนสมัยเรียนม.ปลายเป็นคนร้อง
ไม่น่าเชื่อว่าคนแบบนั้นน่ะ...จะได้ออกอัลบั้มร้องเพลงกับเขา
...แต่นายก็ทำได้ล่ะนะ...
ใกล้ถึงวันเกิดคุณแล้ว...
ดีใจมากๆ ที่สมองปลาทองอย่างฉันยังไม่ลืมวันสำคัญของคุณ
ถึงแม้ว่าจะไม่อาจส่งเสียงไปอวยพรคุณได้
แต่ก็ยังอยากจะฝากคำอวยพรไปกับสายลม
(ก็...พายุฤดูร้อน ที่พัดกระหน่ำบ้านคุณนั่นแหละ)
ว่ามีใครอีกคน...ปรารถนาอยากให้คุณมีความสุขในทุกโมงยามของชีวิต
"สุขสันต์วันเกิด" ล่วงหน้านะคะ
April 20 หนี้เสิน่หาเมื่อวานนี้ฝนตก...
วันนี้บรรยากาศก็เหงาๆ ชวนให้นึกถึงกวีนิพนธ์บทนี้ขึ้นมา
"อาจจะเคย เป็นหนี้ เสิน่หา
จึงไม่มี สายตา มองใครอื่น
สดชื่นหรือ ชอกช้ำ ทนกล้ำกลืน
ถึงขมขื่น อย่างไร อภัยเธอ
อาจจะเคย เป็นทาส เคยพลาดหวัง
เสียพลัง กับทุกข์ท้อ การรอเก้อ
มาวันนี้ เหนื่อยหนัก เกินรักเธอ
ขอเสนอ คืนหัวใจ ไม่ผูกพัน"
หลายครั้งที่เคยคิดอยู่ในใจ
ว่าฉันอาจะมีหนี้เสิน่หาอยู่กับคุณก็เป็นได้
หัวใจมันถึงได้เต้นเป็นจังหวะอยู่แค่...รัก...รัก...รักคุณอยู่ร่ำไป
กับอีกบางทีก็นึกสงสัย...
ว่าเมื่อไหร่ที่การเดินทางของความรู้สึกจะมาถึงบทที่สอง
จะมีไหมนะ...
วันที่จะเลิกรัก...เลิกผูกพันกับคุณเสียทีน่ะ
หรือวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตฉันก็ไม่รู้
April 05 รักเท่าเดิมวันนี้ก็ถกกับเพื่อนเรื่องของ "ความรัก" อีกแล้ว
My friend says: ตอนนี้เราทำใจได้ละ ก่อนหน้านี้ แย่มากๆ
I says: ก่อนหน้านี้ก็หนักหนาสาหัสเหมือนกัน แต่ตอนนี้ก็โอเคแระนะ จากที่คิดว่า "ลืมได้" สุดท้ายก็ "รักเท่าเดิม"
My friend says: ตอนนี้ เราลืมไปหมดแระ ไม่อยากคิดให้เปลือง หัว
I says: เรามันพวกรักคนยาก เวลาลืมก็ลืมยาก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนะ นอกจากคิดถึง กับห่วงๆ ว่าสบายดีหรือเปล่านะ อะไรแบบนี้ แต่เชื่อไหม? ว่ารักไม่ลืม แต่ก็ไม่เสียใจอะไรอีกแล้วล่ะนะ คิดว่ารักเค้าไปเรื่อยๆ อย่างนี้ก่อนก็ได้
My friend says: รักง่าย ลืมยากนิดนึง สำหรับเรา เราเลิกคิด ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไม่อยากรักคน ที่ไม่เคยคิดจะแคร์เรา พอๆ พอกันที เค้า ไม่มีค่าพอ ที่เราจะต้องมานั่งเสียใจ เพียง แค่เสียเค้าไป ก็แค่ คนไม่เอาไหน คนนึง เท่านั้น
I says: ไม่รู้ดิ รู้ว่าเค้าไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่ความทรงจำที่มีอยู่มันก็ดีมากๆ จนไม่อยากจะลืม สุดท้ายก็ให้คำตอบกับตัวเอง และใครๆ ได้แค่ว่า การให้ไม่จำเป็นจะต้องได้ะไรคืนมา แม้กระทั่งการถูกมองว่าเป็นคนที่มีความหมาย เป็นเพื่อน พอใจกับการเป็น nobody สำหรับใครคนนั้นไปเรื่อยๆน่ะ
My friend says: ดีนะ อยากคิดได้แบบนี้ เราคิดแค่ว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในใจ ก็ไม่คิดดีกว่า พอกันที
I says: อืมๆ มุมมองของความรักต่างกันน่ะ บทสนทนากับเพื่อนจบไปแล้ว...
ด้วยข้อสรุปที่ว่า "ฉันมันใจดีเกินไป"
ความรักในหัวใจมันจึงไม่ถึงตอนจบเสียที
อยากบอกคุณว่า...
ยังเป็นคนเดิมที่รักคุณเสมอ...ทุกๆ วินาที
รักโดยที่ไม่คิดหวังจะได้อะไรคืนมาจากคุณแม้แต่สายตาที่ทอดมอง
นั่งมองท้องฟ้า...
คืนนี้พระจันทร์อาจจะดูหม่นหมอง
แค่ความรักในหัวใจฉันกลับกระจ่างใสผิดกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้
ในความห่าง...
มีความห่วงใยส่งไปให้...ได้รับมันบ้างหรือเปล่าคะ?
หวังว่าคุณจะมีความสุขในทุกๆ โมงยามของชีวิตนะคะ
"รักคุณเสมอ"
March 20 ช่วงเวลา
ตอนนี้เรียกได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิต เพราะคนในบ้านแต่ละคนล้วนแล้วแต่ป่วยหนัก บางคนป่วยกายและอีกหลายคนก็ป่วยทางใจ...รวมทั้งตัวเราเองด้วย
เริ่มตั้งแต่พี่สาวที่ป่วยมาตั้งแต่ก่อนคลอด... จนกระทั่งถึงตอนนี้ยังไม่เคยได้อุ้มเจ้าหลายชายอายุเดือนเศษๆ เลยสักครั้ง ซ้ำร้ายที่สุด...ความหวังของการเยียวยามันดูจะมืดมนลงทุกขณะ ภาวนาถึงการทำความดีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากเราจะพอมีความดีมีบุญเก่าสะสมเอาไว้อยู่บ้าง จะขอรวมกับความตั้งใจที่จะทำดีให้มากขึ้นๆ จะได้ไหม อธิษฐานขอชีวิตพี่สาวคืนมา...จะเป็นไปได้หรือเปล่านะ? อย่างน้อย...ก็ขอให้ช่วงเวลาของรอยยิ้มนั้นกลับมาอีกครั้ง ให้หัวใจของใครต่อใครได้ตั้งหลักสักนิด...ก็ยังดี...
นอกจากพี่สาวแล้ว...คุณป๋าเองก็อาการไม่ใช่น้อย กับอาการกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ทำเอาคนในบ้านยิ้มไม่ค่อยจะออกกันซะเลย เพราะไหนจะกังวลเรื่องพี่สาว...ไหนจะเรื่องคุณป๋า ต้องยอมรับเลยว่าสมาชิกในบ้านนั้นป่วยทางใจกันถ้วนหน้า ป้าที่สูญเสียกำลังใจของการใช้ชีวิตไปแล้ว พี่เขยที่คงจะเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ แต่ยังแข็งใจไม่พูดอะไรออกมา ลุงที่กังวลครุ่นคิด...ย้ำคิดย้ำทำจนไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง แม่ที่ต้องรับภาระในการดูแลโรงงาน...แล้วก็ต้องคอยให้กำลังใจทุกคน
ส่วนตัวเราเอง...จากที่เคยถูกโอบกอดไว้ด้วยความรักมากมาย ถึงตอนนี้ก็ต้องเป็นฝ่ายกอดทุกคนเอาไว้ด้วยความรักทั้งหมดที่เรามี ช่วงเวลาของความยากลำบากนี่มันยาวนานนะ ในขณะที่ทุกคนหวั่นไหวกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร... บ้านจำเป็นจะต้องเหลือใครสักคนเป็นหลักค้ำไว้... คนที่เข้มแข็ง...คนที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะพาคนที่เหลือก้าวข้ามช่วงเวลาแบบนี้ไปให้ได้ และคนๆ นั้นในตอนนี้ก็คือ...ตัวเราเอง...
นานแสนนานมาแล้วที่เคยบอกกับตัวเองว่า...ความรักทำให้หัวใจอ่อนแอลง หากแต่ในวันนี้เรากลับได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง... ความรักอาจทำให้เราเข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก็ได้ และเราจะต้องพาทุกคนข้ามพ้นไปได้...ขอแค่หัวใจยังเหลือความรักอยู่เท่านั้น...
February 28 ความรัก เวลา และการเปลี่ยนแปลงนานกว่าสองเดือนแล้วสินะ...
ที่คุณและฉันต่างใช้ชีวิตเงียบๆ อยู่ในมุมของตัวเอง
บนความต่าง...
คือเส้นทางชีวิตที่ทอดยาวออกไปและแยกห่างจากกันไปทุกๆ ขณะ
ยอมรับว่า 'บางครั้งก็คิดถึง'
กับอีกบางคาบคราที่ยังคงห่วงใย...ไม่ต่างไปจากวันวาน
หากบางทีก็กลับรู้สึกเป็นสุขกับความห่างไกลนี้...
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันนะ
มันแปลก...
ที่ฉันคิดว่าเราต่างรู้จักกันดีพอที่จะทำให้ตัวตนของอีกฝ่าย
กลายเป็น 'อะไร' ที่เราพยายามหลีกเลี่ยง
เพราะกลัวที่จะต้องเจ็บปวด...จึงหวั่นเกรงกับการเผชิญหน้า
แม้จะเส้นที่คั่นระหว่างเรานั้นจะบางจนเกือบมองไม่เห็น
แต่มันก็ยังคงอยู่นะ
และมัน...ก็เหนียวแน่นเกินกว่าที่ใครคนใดจะฝ่าข้ามไปได้
มีเพื่อนคนนึงบอกกับฉันว่า...
เขากับลังโหยหาความรักในอดีต...
'ความรักที่ยิ่งใหญ่จนทำให้อะไรในโลกนี้ไร้ความสำคัญ'
ตรงกันข้ามกับฉัน...
ที่ ณ วันนี้ความรักที่ฉันมีให้คุณกำลังจะแปรเปลี่ยนไป
แล้วฉันก็เฝ้ามองความเปลี่ยนแปรนั้นอยู่เงียบๆ
โดยไม่คิดจะพยายามเก็บรักษามันเอาไว้
คล้ายๆ จะถูกความเจ็บปวดสอนให้รู้จักละวางลงบ้างน่ะ
ฉันไม่รู้ว่าสำหรับคุณแล้ว ความรู้สึกดีๆ ระหว่างกันจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?
ยังรู้สึกต่อกันเหมือนเช่นคืนวันก่อนเก่า...
หรือคุณจะรู้สึกว่าเราเป็นคนอื่นคนไกลไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของฉัน
หากถึงยังไงก็คงจะต้อง "ขอโทษ"
ที่ไม่อาจรักษาคำพูดที่ว่า 'จะรักคุณเสมอ' เอาไว้ได้
"ขอโทษนะคะ ที่วันนี้...รักคุณน้อยลงเสียแล้ว"
February 07 รู้สึกบ้างไหม?เพลงรักฟังสบายๆ จาก zeer...
"...เคยรู้สึกดีบ้างไหม?..อย่างไม่รู้สึกตัว
ผ่านพ้นเรื่องราวน่ากลัว...เมื่อวันที่ชีวิตเดียวดาย
อยู่บนถนนที่มันว่างเปล่า...คนอย่างฉันที่เคยก้าวเดินไม่มีจุดหมาย
อ่อนล้าเกินใจจะทน...
หยาดฝนที่โปรยจากฟ้า...ฉาบฟ้าให้หม่นไป
เมื่อพบเมื่อเจอหัวใจ...ฟ้าทั้งฟ้าก็สวยงาม
เธอคนนี้ที่ฉันเฝ้ารอ...อยากบอกให้รู้ว่าฉันรักเธอมากมายแค่ไหน
เก็บไว้ในใจคนเดียว...โปรดรับฟัง...
จะมีกี่ล้าน...หัวใจจะมีให้เธอคนเดียว
เพื่อสื่อความหมายถ้อยคำสุดท้ายว่า "รัก"
ขอเพียงให้เธอได้เปิดตัวเอง...ให้คนๆ นี้ได้รักเธอ...
Angel can you hear my heart beat?
My love right on your feet so pleased me...
หยาดฝนที่โปรยจากฟ้า...ฉาบฟ้าให้หม่นไป
เมื่อพบเมื่อเจอหัวใจ...ฟ้าทั้งฟ้าก็สวยงาม
เธอคนนี้ที่ฉันเฝ้ารอ อยากบอกให้รู้ว่าฉันรักเธอมากมายแค่ไหน เก็บไว้ในใจคนเดียว...โปรดรับฟัง...
จะมีกี่ล้าน...หัวใจจะมีให้เธอคนเดียว
เพื่อสื่อความหมายถ้อยคำสุดท้ายว่า "รัก"
ขอเพียงให้เธอได้เปิดตัวเอง...ให้คนๆ นี้ได้รักเธอ...
เธอคนนี้ที่ฉันเฝ้ารอ อยากบอกให้รู้ว่าฉันรักเธอมากมายแค่ไหน
เก็บไว้ในใจคนเดียว...โปรดรับฟัง...
จะมีกี่ล้าน...หัวใจจะมีให้เธอคนเดียว
เพื่อสื่อความหมายถ้อยคำสุดท้ายว่า "รัก"
ขอเพียงให้เธอได้เปิดตัวเอง...ให้คนๆ นี้ได้รักเธอ..."
..... ... ... .......
คุณจะรู้สึกบ้างไหมนะ?...
กับความรักที่ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงไปของฉัน
ใกล้จะวันวาเลนไทน์อีกแล้ว...
สำหรับฉัน...ไม่ว่าจะวันวาเลนไทน์หรือวันไหน
มันก็ยังคงเป็นความว่างเปล่าเหมือนที่เคยเป็นมานั่นแหละ
แต่สำหรับคุณ...
ไม่ว่า ใครคนนั้นของคุณจะอยู่ใกล้หรือไกล...
ก็ขอให้หัวใจคุณถูกโอบล้อมไว้ด้วยความรักเสมอนะคะ
...สุขสันต์วันวาเลนไทน์(ล่วงหน้า)ค่ะ...
|
|
|