TAR@NDA^^ - It'... 的个人资料ターラーンダー;あなたが 私の愛することではあり...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


2月6日

หัวใจในไอหมอก บทนำ

 
บนเส้นทางความรัก...บางครั้ง "เหตุผล" ก็สวนทางกับความรู้สึกในหัวใจ...
 
รอยแผลในอดีต...
ทำให้เขาเข็ดขยาดกับการปล่อยเวลาให้ทอดนานออกไปเพื่อพิสูจน์ความรัก...
ดังนั้นไม่ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเพลงรักในเวลานี้จะใช่ความรักหรือไม่
กฤตพงศ์ก็ไม่คิดที่จะรอคอยจนกระทั่งต้องเสียหัวใจตัวเองอีกครั้ง
ทว่าใครจะรู้...บางครั้ง...ความรักก็เล่นตลกกับชีวิตคนเรา
เพราะเขากลับหลงรักผู้หญิงอีกคนโดยไม่รู้ตัว...
...ผู้หญิงที่เป็นเพื่อนสนิทของคู่หมั้นตัวเอง...
 
เพลงรักซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขาด้วยความรู้สึกที่ยากจะบอกได้ว่าเป็นความสุขใจหรือความเจ็บปวด
เมื่อความรู้สึกอันแสนเลือนลางตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมากระจ่างชัดอยู่ตรงหน้า...
เธอรักปริญญ์!!!
เป็นรักที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและจนวินาทีนี้เธอยังไม่อยากจะเชื่อในความรู้สึกของตัวเอง
เธอจะรักเขาได้อย่างไรในเมื่อเธอมีคู่หมั้นอยู่แล้ว!!
 
ในสายตาของปรีชญา...กฤตพงศ์คือผู้ชายที่สมบูรณ์พร้อมทางด้านวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว 
เธอจึงเผื่อแผ่ความเห็นใจ...รวมไปถึงความเข้าใจไปให้ โดยหารู้ไม่ว่า...
ท้ายที่สุดแล้วความรู้สึกนั้นจะกลับกลายเป็น "บ่วง" ย้อนกลับมาผูกมัดหัวใจเธอเอง
...กับผู้ชายที่เรียกได้ว่า "คู่หมั้นของเพื่อน"
 
แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่อาจจะเรียกได้ว่าความรัก...
และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ...
ดุจความฝันที่พร้อมจะสลายตัวในยามเช้า...
แต่ปริญญ์กลับไม่สามารถสลัดความรู้สึกวูบไหวที่เกิดขึ้น
ในยามที่ตระคองกอดร่างนุ่มนิ่มนั้นไว้ในอ้อมแขนทิ้งไปได้
ชายหนุ่มปล่อยตัวเองให้จมเจ่าอยู่กับความคิดอันวกวนเนิ่นนาน...
ไม่ว่าเพลงรักจะมีหัวใจไว้เพื่อใคร...หรือหญิงสาวจะมีสถานภาพเช่นไร...
แต่นับจากนี้ไป...เธอคือผู้หญิงของเขา
และเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้...
 
ติดตามเรื่องราวของความรักอันวุ่นวายสับสน
ดุจหัวใจกำลังหลงทางอยู่ในไอหมอกได้ที่นี่ค่ะ...
 
2月2日

ความแค้นคือตะกอนของความเศร้า...

 
จำได้ว่าเคยดูหนังอยู่เรื่องหนึ่ง...
มีประโยคหนึ่งที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้
 
...ความแค้น...คือตะกอนของความเศร้า...
 
ตราบใดที่หัวใจยังเกาะเกี่ยวความเศร้าไว้
ความแค้นก็ยิ่งทบทวี...
 
...จริงไหมนะ?...
 
นอกจากนี้ในหนังยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการปฏิบัติของชนเผ่าหนึ่งในอาฟริกา
 
"...เมื่อคนในครอบครัวเสียชีวิตจะไม่มีการเอ่ยชื่อคนผู้นั้นออกมา
จนกว่าหัวใจจะยอมรับถึงการสูญเสีย...
หากว่าใครคนหนึ่งคนใดในครอบครัวถูกฆ่า...
คนที่เหลือในครอบครัวจะจัดพิธีศพให้แล้วรอจนถึงวันครบรอบการตายในปีถัดมา
ในวันนั้น...ฆาตกรที่ถูกจับจะถูกนำมาทำพิธีด้วย
 
ท่ามกลางสายน้ำอันเชี่ยวกราก...
ร่างของคนผู้นั้นจะถูกหย่อนลงไปโดยถูกมัดมือและเท้าเอาไว้
ครอบครัวของผู้ตายจะต้องเลือก...
ระหว่างการปล่อยให้ฆาตกรจมน้ำตาย...หรือจะลงไปช่วยชีวิต
 
หากปล่อยให้ตาย...ก็ยุติธรรมดีกับทั้งสองฝ่าย
แต่ชีวิตของคนที่เหลือก็จะจมเจ่าอยู่กับความเศร้าตลอดไป...
 
แต่หากลงไปช่วย...
เราก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งชีวิตมันก็ไม่ยุติธรรมนัก
แต่หัวใจจะหลุดพ้นจากความเศร้า...แล้วเราก็จะสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้"
 
พอนึกขึ้นได้ถึงเรื่องนี้ก็ชวนให้สงสัย...
ในสถานการณ์แบบนั้น...ที่คนผู้นั้นกำลังจะตายลงไปต่อหน้า
เราจะทำใจให้เข้าไปช่วยเหลือได้หรือเปล่านะ?
 
ชีวิต...แลกกับ...ชีวิต...ยุติธรรม...
แล้วเราจะรู้สึกผิดจนไปตลอดชีวิตไหม?
แต่หากจะให้ช่วย...แล้วความเจ็บปวดตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี่ล่ะ...จะชดใช้ยังไง?
บางครั้งทางเลือกมันก็โหดร้ายเกินไปสำหรับคนเลือกเหมือนกัน...
 
...ถ้าเป็นคุณ...ในสถานการณ์เดียวกันแบบนี้...คุณจะเลือกอะไรนะ?...
 
1月30日

ความทรงจำ

 

 “Remember”

 Christina Georgina Rossetti 

Remember me when I am gone away,
Gone far away into the silent land;
When you can no more hold me by the hand,
Nor I half turn to go, yet turning stay.


Remember me when no more, day by day,
You tell me of our future that you planned;
Only remember me; you understand
It will be late to counsel then or pray.

Yet if you should forget me for a while
And afterwards remember, do not grieve;
For if the darkness and corruption leave
A vestige of the thoughts that once I had,

Better by far you should forget and smile
Than that you should remember and be sad.

 

 

มีความเศร้าเจืออยู่ในทุกอณูของความทรงจำ...

ถ้าเพียงแต่ลืมเลือนไป...รอยยิ้มก็จะกลับคืนมา...

...ทว่าสิ่งที่ทำได้...

กลับเป็นกลายเป็นการบันทึกทุกอย่างไว้...แนบแน่นในหัวใจ...

 

“ความรัก” ทำให้มันเป็นเช่นนี้...

ไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า...เราก็อยากจะเกาะเกี่ยวเอาความรู้สึกนั้นไว้

เพราะโลกของหัวใจ...หมุนด้วยความรักล่ะนะ...

 

...คิดถึงมากมาย...

 

1月26日

IQ test

 
สองวันก่อนไปทำแบบทดสอบวัด IQ มาค่ะ
วันนี้ก็เลยว่าจะเอาผลมาอวดสักหน่อย
ก็ไม่มากไม่มายอะไร
แต่การที่เขาวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของเราได้ตรงจุดเลยรู้สึกถูกใจมาก
ใครอยากรู้ว่าตัวเองมีข้อเด่น-ข้อด้อยยังไง
ไปลองทำกันได้แบบ chill chill นะคะ ข้อสอบ 30 ข้อให้เวลา 15 นาที
(สารภาพว่าเราเองก็ยังทำไม่ทันเลยค่ะ ไม่ต้องกลัว)
แต่ว่าคำถามจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ถ้าได้น้อยก็อย่าคิดมาก...
เพราะกำแพงภาษาพวกนี้จะทำให้ score ของเราน้อยกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว
รู้จัก 'สมอง' ของตัวเองให้มากขึ้น ที่นี่ค่ะ 
 

     
   

 

Full analytical report for Nichnawee

 

General statistics

Total number of questions: 30

Questions answered: 28

Questions not answered: 2

Questions answered correctly: 25

Questions answered incorrectly: 5

Percentage correct answers: 83 %

 

Your age adjusted IQ score is 121 and the average score for all test takers is 100. You scored higher than 86 % of all the people that took this test.

Your Grade ** Above Average **

Well done! Your performance on the test was well above the population average which means that you have the ability to achieve success in life. Typically, people with scores in this range can see logic in their surroundings and perform very well academically. You like to conceptualize ideas and gather your own information which means that you have the brains to go far. You should be able to handle all academic challenges and if you think of intelligence as an ability to adapt adequately to new situations then you are heading in the right direction.

 

Grade Statistics

Grade                                Range                          Percent

Genius                                >144                              0.13%  

Gifted                                130-144                           2.14% 

Above average                   115-129                          13.59%

Higher average                   100-114                          34.13%

Lower average                    85-99                             34.13%

Below average                     70-84                            13.59%

Borderline low                      55-69                              2.14% 

Low                                     <55                                 0.13%

 

representation of intelligence scores and percentiles

                                                           scores                    percentiles                   grades  

Verbal                                    85                       76                      Average 

Mathematics                           79                        88                     Excellent

Spatial                                   88                        85                     Excellent

Logic                                      83                        87                    Excellent 

Pattern Recognition                  92                        88                     Excellent

General Knowledge                  100                       90                     Excellent

Short Term Memory                   77                       81                     Average 

Visualization                            77                        81                     Average 

Classification                           82                        81                     Average  

 

Strengths and weaknesses

Your highest score was in General Knowledge

Exceptional intelligence does not guarantee results -- to achieve excellence you must fully understand your strengths and learn to maximize your efforts. Knowing your greatest intellectual strength may give you insight into how you can improve your learning process, work better with others, or become more self aware of your abilities. According to this test your general knowledge skills are the most developed of all your intellectual capabilities - your knowledge of commonly known things such as important historical events and figures is your biggest strength.

Your lowest score was in Short Term Memory

Weaknesses are the roadblocks we face when trying to achieve our goals. Awareness of your weaknesses allows you to predict problems and find solutions ahead of time, thereby alleviating future headaches. According to this test your short term memory skills are the most underdeveloped of all your intellectual capabilities - your capability to retrieve facts and use them in solving problems is your biggest weakness.

 

 

 

 

 

 

   

 

 

 

 

1月25日

เด็กวันพุธ

 

ช่วงนี้คิดถึงใครบางคนมากมาย...

เพราะรู้ว่า เขาคนนั้นจะเดินทางมาแถวๆ นี้

ก็คงจะไม่ได้เจอกันหรอกนะ

ขนาดในความใกล้ชิด...ยังไม่ค่อยจะมีโอกาสได้พบกันสักเท่าไหร่

แล้วในฐานะคนอื่นคนไกลจะได้พบ...มันก็คงจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อละมั้ง

 

สำหรับฉันแล้วที่บอกว่าคิดถึงน่ะ

บางที...มันก็ไม่ได้หมายความว่าอยากเจอหรอก

ก็แค่ห่วงใย...ตามประสาคนที่ใส่ใจคนรอบกายอยู่เสมอก็เท่านั้น

“คุณน่ะ คิดจะใส่ใจคนอื่นมากกว่าตัวเองบ้างหรือเปล่า?”

บางทีก็คิดสงสัยอย่างนี้เหมือนกันนะ

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งดิ่งลึกลงไปในความคิดถึง

แล้วหัวใจก็ถูกโอบกอดอยู่ในอ้อมแขนของความเศร้า

 

มีคนบอกว่า...

 

“เด็กวันจันทร์มีใบหน้าสดใส...

เด็กวันอังคารมีความสง่างาม...

เด็กวันพุธมีแต่ความเศร้า...

เด็กวันพฤหัสมีดวงเดินทาง...

เด็กวันศุกร์มีใจโอบอ้อมอารีย์...

เด็กวันเสาร์ทำงานขยันขันแข็ง...

และเด็กวันอาทิตย์จะเป็นเด็กที่น่ารักสดใส มีเสน่ห์และมีความสุข”

 

ในขณะที่เด็กวันอื่นๆ ล้วนมีชีวิตที่สดใส

เด็กวันพุธกลับต้องเจอแต่เรื่องเศร้าๆ

อ่านแล้วชวนให้รู้สึกเหมือนชีวิตถูกสาปให้เจอแต่กับความเศร้ายังงั้นแหละ

เพราะว่าเราเองก็เป็นเด็กวันพุธ...

แถมนิสัยส่วนตัวก็มักจะปล่อยให้หัวใจถูกโอบล้อมไปด้วยความเศร้าอย่างนั้นแหละ

คล้ายๆ ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตล่ะนะ

 

เฮ้อ...เศร้าใจจังเลย...

 

1月24日

ถ้าหากว่า...

 

ระหว่างที่กำลังนั่งรถไปทำงานอยู่นั้น

จู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นรถคันหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกับรถของ “ใครคนนั้น” เข้า

แล้วความคิดบางอย่างก็แวบผ่านเข้ามาในสมอง...

 

ถ้าหากว่าวันหนึ่ง...ฉันและคุณได้มาพบกันบนทางผ่าน

หากว่าเราจอดรดติดไฟแดงอยู่เคียงกันจะเป็นยังไงนะ?

ในขณะที่คุณคงจำฉันไม่ได้...

ฉันจะทักทายคุณหรือเปล่านะ?

 

หากเป็นสักครึ่งปีก่อนหน้านี้...

ฉันคงจะไม่ลังเลที่จะลดกระจกลงเพื่อที่จะยิ้มให้คุณอย่างเต็มที่

“ดีใจจังที่เจอกัน”

คิดว่าคงจะพูดประโยคคล้ายๆ อย่างนี้ละมั้ง

 

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่คิดว่าไม่อยากจะเจอคุณอีกแล้ว

หรือถึงเจอ...ก็อยากที่จะเป็นฝ่ายมองเห็นคุณก่อน จะได้เดินเลี่ยงไปเสีย

ไม่อยากให้คุณมองเห็น...ไม่อยากจะต้องมาเผชิญหน้ากัน

เพราะไม่รู้ว่าฉันจะต้องเจ็บปวดกับการปฏิบัติตัวของคุณหรือเปล่า...

เพราะไม่รู้ว่าบนความไม่เชื่อใจ...

ฉันจะแสดงท่าทีอะไรที่ทำร้ายความรู้สึกของคุณออกมาหรือเปล่า...

 

เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงมันยากที่จะหยั่งรู้ว่าจะออกมาในรูปแบบใดนะ

 

สำหรับตอนนี้...

ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้รู้สึกลังเล...

บางที่...ฉันอาจจะแค่มองคุณอยู่อย่างนั้น

ยิ้มให้คุณผ่านกระจกกรองแสงที่มองเห็นได้แต่เพียงด้านเดียว

ก่อนจะจากกันไปคนละเส้นทางด้วยความรู้สึกดีๆ ในหัวใจว่า...

อย่างน้อย...คุณก็ยังสบายดี...ละมั้ง

 

...“คิดถึงคุณอีกแล้วล่ะ”...

อยากบอกคุณว่าอย่างนี้ล่ะนะ

...

 

1月17日

I'm taged

 

          พอดีถูก Tag มาจากเจ้ามะกอกช่อ - - เพื่อนร่วมวิชาชีพที่รู้จักกันบนถนนนักเขียน ก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้เจ้า Tag นี่มันคืออะไร จนกระทั่งเข้าไปอ่าน  blog คน tag จึงได้รู้ว่ามันคือการที่เราต้องเล่าความลับถึง 5 ข้อด้วยกัน (โอ้..มายก็อด) จะเล่าอะไรดีเนี่ย เป็นคนที่เก็บความลับไว้เยอะแยะไปหมดจนเริ่มต้นไม่ถูกอ่ะ ลองดูก็แล้วกันเนอะ

 

          1.    เป็นเภสัชกรด้วยคำขอร้องจากคนรอบข้างมากกว่าใจรัก

          จริงๆ แล้วเลือกคณะนี้เป็นอันดับสองตอนสอบโควต้า เพราะตั้งใจว่าจะไปเรียนหมอกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง แต่พอมันรู้ว่าเราติดเภสัช (ในขณะที่มันติดแพทย์) มันก็ไม่ยอมให้เราสละสิทธิ์เพื่อไปเอ็นท์ใหม่ซะงั้น มันบอกว่า “อย่าสละสิทธิ์เลย เราว่าคณะนี้เข้ากับเธอที่สุดแล้วล่ะ” ก็เลยตกลงใจเรียนเภสัชเพราะเชื่อที่มันบอก แล้วก็ได้รู้ว่าคณะนี้เป็นอะไรที่เข้ากับเราจริงๆ เพราะเป็นคนที่ชอบวิชาเคมีถึงขั้นคลั่งไคล้เชียวล่ะ แต่ถึงจะเป็นตำแหน่งแห่งที่ๆ ดูเหมาะกับเราแค่ไหน...เรากลับไม่ค่อยชอบงานเภสัชสักเท่าไหร่แฮะ หรืออาจจะเป็นเพราะว่ายังหา pharmacist career ที่เหมาะกับตัวเราไม่เจอก็ไม่รู้

          ทุกวันนี้ก็เลยไปทำงาน(เภสัชฯ) เพื่อความสบายใจของคนรอบข้างมากกว่าใจรัก เราน่ะเป็นพวก “ทำได้” ทั้งๆ ไม่ชอบก็เลยไม่มีปัญหาอะไร ไปทำงานก็พยายามทำให้ได้ตามมาตรฐานเภสัชกรทุกประการ แต่รู้อย่างนี้แล้ว คุณๆ จะกลัวเภสัชคนนี้หรือเปล่านะ?  

 

          2.    เป็นเภสัชกรที่กิน antibiotic ไม่ค่อยจะครบครอสสักที

          เป็นคนที่กลัวเข็มฉีดยาเอามากๆ แค่เห็นเข็มแบบเปลือยๆ ก็มือไม้สั่นแล้ว จำได้ว่าตอนเรียนวิชาให้คำปรึกษาในส่วนของการฉีดอินซูลิน แล้วอาจารย์แจกเข็มมาให้ทดลองทำท่าดู เราน่ะแอบไปนั่งหลังสุดแล้วก็ดูเพื่อนอยู่เฉยๆ อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ในยามเจ็บไข้จึงเป็นการกินยา

          แต่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเราป่วยบ่อยเกินไปละมั้ง ที่ทำให้สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นคนไม่ชอบกินยาสักเท่าไหร่ จะกินยาแค่พอหาย แล้วเลิกกิน ดังนั้นจึงนับครั้งได้ที่เราจะกิน antibiotic ครบครอสน่ะ ก็รู้นะว่ามันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับคนไข้ แต่มันก็แก้ไม่ค่อยจะหายสักที ไอ้นิสัยเสียๆ นี่อ่ะ ก็เลยจะแถมท้ายความลับข้อนี้ให้ว่า เคยกินยาไม่ครบครอส ทำให้ต้องเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ นานกว่าสองเดือน ถึงจะหายจากอาการคออักเสบด้วยล่ะ ยาชุดสุดท้ายที่กินนั้นเป็นยาที่หมอบอกว่าเป็นยากินขนาดสุดท้ายของโรงพยาบาลแล้ว ถ้าไม่ดีขึ้นต้องมาฉีดยาสถานเดียวจึงกินได้ตามที่หมอสั่งเป๊ะๆ ไม่ขาดไม่เกิน เพราะฉะนั้น คุณๆ ทั้งหลายอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเลยนะคะ ไอ้นิสัยไม่ดีข้อนี้น่ะ

 

          3.    ชอบเขียนหนังสือกลับหัว

          เพราะรู้สึกว่าตัวหนังสือปกติของตัวเองมันธรรมดามากๆ นอกจากจะไม่สวยแล้วยังเอียงมาข้างหน้าอีกต่างหาก มีอยู่ช่วงหนึ่งตอน ม.ต้น เพื่อนๆ บางคนจะเขียนหนังสือกลับหัว แบบว่าเป็นอะไรที่ฮิตเสียยิ่งกว่าแฟชั่นอะไรทั้งนั้น เราก็เลยเอาอย่างมั่ง จนสุดท้ายแล้วนอกจากเวลาทำงาน กับการเซ็นต์ซื่อก็จะเขียนกลับหัวตลอด รู้สึกว่าตัวหนังสือพวกนี้มันดูเป็นศิลปะกว่าเขียนธรรมดา(ออกจะเข้าข้างตัวเอามากแฮะเรา) ตอนนี้นอกจากจะเขียนแบบกลับหัวได้อย่างคล่องแคล่วแล้วก็กำลังฝึกเขียนตัวเงา(ตัวอักษรที่ต้องอ่านด้วยกระจกเงา)อยู่ด้วย

 

          4.    เขียนนิยายด้วยการเอาคนในชีวิตจริงมาสร้างเป็นตัวละคร

          เพราะคิดว่าการจะสร้างตัวละครให้ได้สมจริงสมจังที่สุด ต้องมี profile ที่ชัดเจน แต่นิยายเรื่องนึงไม่ได้มีตัวละครแค่ตัวเดียวนี่นา เพราะฉะนั้นการสร้าง profile ที่ชัดเจน จับต้องได้ง่ายและเร็วที่สุดสำหรับเราก็คือ สร้างมันขึ้นมาจากคนเป็นๆ เสียเลย ไหนๆ ก็รักจะเป็นเพื่อนกันแล้วก็ต้องช่วยกันหน่อยสิเนอะ อย่างนิยายเรื่องแรก(ที่ตอนนี้ยังอยู่ในไหดองอยู่นั้น) ถ้าใครสักคนที่ใกล้ชิดเรามาอ่าน ก็จะพบกับพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ยกเว้นก็แต่นางเอกกับพระเอกที่สร้างขึ้นมาจากความคิดตัวเอง

          ได้ยินอย่างนี้แล้วเพื่อนๆ จะพากันแหยงๆ เราหรือเปล่าน้า เพราะไม่รู้ว่าเราจะเอาไปสร้างเป็นตัวร้ายขึ้นมาเมื่อไหร่ แหม...เราก็ไม่ได้ใจร้ายกับเพื่อนฝูงขนาดนั้นสักหน่อย เอ้า! เรื่องต่อไปใครอยากเป็นนางเอก-พระเอก ยกมือขึ้น

 

          5.    เป็นผู้หญิงที่เกลียดเด็กมากๆ

          จำได้ว่ามีเพื่อนคนนึงเคยถากถางเราว่า “ระวังเหอะจะหาแฟนไม่ได้เอา ผู้ชายร้อยทั้งร้อยยังไงก็ชอบผู้หญิงที่รักเด็ก” ก็ไม่รู้สินะ...คนมันไม่ชอบจะทำยังไงมันก็คงจะไม่เกิดชอบขึ้นมาได้หรอก บางที...อาจเป็นเพราะความเป็นเด็กที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวค่อนข้างมาก รวมทั้งการถูกตามใจจากคนรอบข้างมาโดยตลอดทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเด็กสักเท่าไหร่ อาจจะทักทาย เล่นด้วยได้บ้าง แต่ในใจจริงๆ แล้วอ่ะคิดว่าต่อให้ต้องอยู่คนเดียวบนโลก ก็ยังดีกว่าต้องใช้ชีวิตอยู่กับเด็กล่ะนะ

 

          สุดท้ายนี้คือรายชื่อของคนที่จะต้องรับสืบทอดนะคะ แต่น...แตน...แต๊น...

          1.     I_NuU_PiM : พี่สาวที่คุยกันเป็นประจำแทบทุกคืน รู้จักกันมาก็หกปีแระยังไม่เคยรู้ความลับอะไรของพี่พิมเลย คราวนี้แหละพี่พิมเอ๋ย...เสร็จธารแน่ อิอิ

          2.     az_buterfly : นัทคุง เพื่อนหมอจาก irc ห้อง#นักศึกษาแพทย์น่ารัก ที่ถึงตอนนี้ห้องจะแตกสลายแยกย้ายกันไปหมดแล้ว แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็ยังคงเหนียวแน่น เพราะฉะนั้นงานนี้ก็ถือว่าเพื่อนช่วยเพื่อนนะคะนัทคุง

          3.     A_me_rainy : เรียนห้องเดียวกันมาตั้งแต่ ม.หนึ่งยันม.หก ถ้าไม่เรียกว่าสนิทก็คงจะไม่รู้จะเรียกว่ายังไงแระ ทำเพื่อเพื่อนหน่อยก็แล้วกันนะฝนนะ ^^

          4.     saza142 : สาวอารมณ์ดีสมชื่อ เพื่อนร่วมชั้นปีที่เคยไปผจญภัยในเวียตนามด้วยกันมาถึงสองเดือนเต็ม คราวนี้อะไรที่เก็บเอาไว้มันหนักๆ ก็พูดมันออกมาบ้างนะเพื่อน โอกาสเปิดให้แระ ‘I tag U’

          5.     lieverin : เพื่อนรักเพื่อนแค้น กัดกันไปก็กัดกันมาตั้งแต่เรียนหนังสือยันทำงาน แต่ถึงจะพูดกันแรงๆ บ่อยครั้ง เราต่างก็จริงใจต่อกันใช่ม้า? อยากบอกรินว่า...เพราะรักจึง Tag แกอ่ะนะ

           ยังไงก็ Tag กันต่อให้สนุกนะเพื่อนๆ ใครไม่โดนแสดงว่าน่ารักไม่พอนะเออ...

 

1月15日

เพื่อนที่แสนดี

 

เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดคุณป๋า พวกเราก็เลยยกขบวนไปเที่ยวงานพืชสวนโลกฯ กัน

ช่วงสายๆ คนเยอะ...แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเบียดเสียด

ค่อยเดินค่อยชมไปตามอัธยาศัย

แล้วฉันก็ได้พบกับใครบางคนเข้า...คนที่ไม่คิดว่าจะได้พบ

...คนที่รวมรวมเอาความหมายของ “เพื่อนที่แสนดี” และ “มิตรภาพอันงดงาม” เอาไว้ได้อย่างเต็มความหมาย

 

“เฮ้!! คุณทักฉันพลางเดินเข้ามาหา

“อ้าว! คุณมายังไงล่ะนี่” ฉันส่งยิ้มไปให้ตามปกติวิสัย

แล้วคุณก็จิ้มมือมาที่ตัวฉันหนึ่งที ราวกับจะบอกว่า “อ้วนขึ้นนะ”

ฉันจึงส่งค้อนกลับไป พร้อมกับสายตา “ไม่ต้องมาย้ำหรอก”

 

เราทักทายกันตามประสาเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกันมานาน

ฉันถ่ายรูปให้คุณกับคนที่มาด้วย...

แล้วก็ปฏิเสธการเสนอตัวที่จะถ่ายรูปให้ฉันกับครอบครัวของคุณอย่างไม่คิดอะไรมากนัก

 

“เอาไว้คราวหน้าคุณเลี้ยงฉันตอนฉันไปกรุงเทพก็แล้วกัน”

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าการถ่ายรูปมันเกี่ยวกับการเลี้ยงข้าวที่ตรงไหน?

 

“ได้ๆ”

 

ก็คำตอบประจำของคุณนั่นแหละ

แต่เท่าที่จำได้...ฉันพูดแบบนี้นับสิบครั้งละมั้ง ตั้งแต่เราเรียนจบและแยกกันไปคนละทาง

แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เคยมีวันที่ “คุณเลี้ยงฉันสักที”

อาจเป็นเพราะกรุงเทพฯ มันใหญ่เกินกว่าที่เพื่อนสองคนจะหากันเจอกระมัง

 

ฉันเค้นเอานามบัตรจากคุณมาได้หนึ่งใบ

ในขณะที่คุณบ่นอุบว่า...มาเที่ยวไม่ได้มาทำงานจะเอานามบัตรมาจากไหน?

แต่สุดท้ายคุณก็ค้นตรงนั้นตรงนี้จนฉันได้มาล่ะนะ...

 

ฉันว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ไอ้นิสัยเอาแต่ใจตัวเองของฉันมันแก้ไม่หาย

ก็เพราะคุณคอยตามใจด้วยเหมือนกันนะนี่

นิสัยอ่อนโยนใจดีอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ทำให้ฉันนึกถึงความทรงจำสมัยเรายังเป็นนักศึกษาอยู่ชะมัดเลย

 

เรามีอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกัน...

ด้วยรหัสนักศึกษาที่อยู่ไม่ห่างกันนัก...และก็เพราะอย่างนี้เอง

ทำให้เราต้องทำแล็ปภาคบังคับ section เดียวกัน

แล้วก็ต้องใช้ชีวิตเป็นพาร์ทเนอร์แล็ปกันนับวิชาไม่ถ้วน

หลายครั้งที่เราไปไหนมาไหนด้วยกัน...แทบจะเรียกได้ว่าเป็นปาท่องโก๋

จนใครต่อใครคิดว่าเราน่าจะผูกพันกันลึกซึ้งเกินกว่าความเป็นเพื่อน

แต่เวลาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วล่ะว่า...เราเป็นเพื่อนกันจริงๆ...เพื่อนแท้เสียด้วย

 

นึกแล้วก็ซึ้งใจไม่หาย...กับสิ่งที่คุณทำให้ในฐานะเพื่อน...

กระทั่งรับสมอ้างเป็นแฟนตอนที่มีคนมาตามตื้อฉันก็เคย

ปากคุณน่ะบอกว่า...จะให้ผมเอามือไปซุกหีบอีกแล้ว...

แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ทั้งยังย้ำว่า...จะทำให้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ

พอถูกขอร้องคุณก็ทำให้เป็นครั้งสุดท้ายกว่าอยู่ดี

บางทีฉันก็นึกสงสัยนะ...ว่าวันไหนมันจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ

หรือมันอาจจะมี ครั้งสุดท้ายจริงๆ ยิ่งกว่าอีกก็ไม่รู้

 

สิ่งที่คุณให้มา...เป็นอะไรที่ไร้ราคา แต่สูงค่าทางใจ

ต่อให้มีเงินหรือทรัพย์สินเงินทองมากแค่ไหนก็ซื้อ “เพื่อนแท้” ไม่ได้หรอกนะ

และถึงแม้จะไม่มีคำสัญญาใดๆ เราก็จะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดไป...

 

 

ฉันอธิบายกับคุณหลังจากที่คุณยื่นกระดาษสีขาวแผ่นเล็กมาตรงหน้า

 

“โทรศัพท์หายแต่ขี้เกียจจะไปตามขอจากคนอื่น เอาไว้จะโทรหานะ”

 

แล้วฉันก็โบกมือลาให้คุณอย่างง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไร

 

ในความเรียบง่าย...ฉันเชือว่ามีบางอย่างที่เราสามารถสื่อถึงกันได้โดยไม่ต้องพูดจา

...ความห่วงใย...ความจริงใจ...ความเชื่อมั่นที่มีให้แก่กัน...และ... “ความรัก”

ที่ต่างคนต่างรู้ว่าเราจะมีกันและกันเสมอไม่ว่าจะอยู่ห่างกันเพียงใดก็ตาม

... รักคุณนะ...เพื่อนที่แสนดีของฉัน ...   

 

1月13日

คำลา

 

ระหว่างที่กำลังขะมักขะเม้นกับการทำงานอยู่นั้น

จู่ๆ ก็มีเสียงเอ่ยถามมาจากลูกค้าคนที่พึ่งผละไปจากเค้าท์เตอร์ได้ไม่นาน

 

“How can I say goodbye in Thai?”

 

“The same word as you say hello - - Sawasdee.”

 

ก็บอกกับลูกค้าคนนั้นไป พร้อมกับอธิบาย...

 

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่ให้ความหมายของคำว่า Goodbye

ว่าหมายถึง...ลาก่อน...

ทั้งที่จะว่าไปแล้วคนไทยเราใช้คำว่า “ลาก่อน” กันน้อยมาก

ส่วนใหญ่ก็จะไปลามาไหว้ “สวัสดี” กันทั้งนั้น

ไม่เคยเห็นว่าจะมีใครยกมือไหว้แล้วพูด “ลาก่อน” สักที

 

ในความรู้สึกของฉัน “ลาก่อน” มันให้ความหมายในเชิงลบมากกว่า

คล้ายๆ กับว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วน่ะ

ถ้าเทียบไปแล้วก็คงจะตรงกับคำว่า “Farewell” ในภาษาอังกฤษจึงจะถูก

ดังนั้นเวลาที่ต้องจากใครนานๆ จึงเลือกที่จะใช้คำว่า “แล้วเจอกัน” มากกว่า

อย่างน้อยก็คิดว่ายังจะมีโอกาสได้พบกันอีก คิดแบบนั้นล่ะนะ

 

แต่ไม่ว่าจะโบกมือลาแล้วเอ่ยคำพูดไหน...

จากไปเพื่อพบกันในวันข้างหน้า หรือจากกันตลอดไป...

ยังไงมันก็เป็นการจากกันอยู่ดี

และสิ่งที่ส่งผ่านไปได้ก็คงจะมีแค่ความคิดถึงเท่านั้นล่ะมั้ง

คุณจะได้ยินไหม กับเสียงของความคิดถึงนี่น่ะ...

 

... “คิดถึงคุณนะ สบายดีหรือเปล่า?” ....

 

1月4日

a message

 

A friend of mines sent me a message…

Its rung true and says exactly what I feel.

So, I wanted to pass it on…to you.

 

She said…


There are moments in life when you miss someone so much

that you want to pick them from your dreams and hug them.

              
Dream what you want to dream;

go where you want to go;

be what you want to be,
because you have only one life

and one chance to do all the things you want to do.


May you have enough happiness to make you sweet,

enough trials to make you strong,

enough sorrow to keep you human,

enough hope to make you happy.


Always put yourself in others’ shoes.

If you feel that it hurts, it probably hurts the other person, too. 

 

The happiest of people don’t necessarily have the best of everything;

they just make the most of everything that comes their way.

 

Happiness lives for those who cry, those who hurt,

those who have searched, and those who tried,

for only they can appreciate

the importance of people who have touched their lives

 

Love begins with a smile,

grows with a kiss and ends with a tear. 

 

The brightest future is based on a forgotten past,

you can’t get along in life

until you let go of your past failures and heartaches.

 

When you were born, you were crying

and everyone around you was smiling.

Live your life so that when you die,

you're the one who is smiling

and everyone around you is crying.

 

It was a few days ago when I’d ever thought life have to be always judge but later I knew sometimes life isn’t like that and what we have to do is accept it as the way it is. Last year I’ve learn many things by the time, some like love and some like pain, but anyway my life still going on and I have to step forward, left the past behind. Those deep sorrow blue days passed away and all the pain is already let gone. I’ll not make a promise never cry again but the other times I cry every drops of my tear will wash away of disappointment. I may not know what’ll happen in the future but I’m quite sure it should be great…

 

1月2日

สวัสดีปีหมู

 

ปีใหม่ปีนี้ ทุกคนพร้อมใจกันกลับบ้าน...ไป count down กันที่บ้านด้วยใจระทึก

ไม่น่าเชื่อว่าผ่านเหตุการณ์เลวร้ายสะเทือนขวัญอย่างทสึนามิมาได้เพียงสองปี

ยังไม่ทันลืมเรื่องร้ายๆ ได้อย่างสนิทใจแท้ๆ ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

มีหลายคนบอกว่า เหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงผู้บริสุทธิ์ในภาคใต้

จากที่เคยมองสถานการณ์ปัญหาเป็นเพียงเรื่องไกลตัว...ไม่เกี่ยวกับเรา

ก็รู้สึกว่ามันใกล้ตัวมากขึ้น...

นั่นสินะ...วันนี้เรายังคงสนุกสนานกับการ count down กันได้อยู่

เพราะผู้เสียหายจากเหตุการณ์เป็น “ใคร” ที่เราไม่รู้จัก

แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า...วันหนึ่งเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดกับคนใกล้ตัว

นึกแล้วใจหายจริงๆ

เมื่อวานนี้เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งเกือบจะไปกินข้าวใกล้ๆ กับที่เกิดเหตุอยู่แล้ว

แต่เกิดเปลี่ยนใจกระทันหันเลยรอดมาได้

เพื่อนอีกคนไปเดินเที่ยวในที่แห่งนั้นก่อนจะกลับบ้านก่อนเกิดระเบิดเพียงสองชั่วโมง

เพื่อนอีกคนพัอยู่ในหอพัก ใกล้ๆ กับสถานที่เกิดเหตุ

ถ้าหากเพื่อนคนนี้ออกมากินข้าวเย็นข้างนอก...ไม่อยากจะคิดเลยนะว่าถ้าอยู่จนถึงค่ำจะเกิดอะไรขึ้น

โชคดีแบบวันนี้...จะยังมีให้เราอีกหรือเปล่านะ

 

 

บอกตามตรงว่าเศร้าใจมาก...

ขอประนามคนที่ทำเรื่องแบบนี้ พวกคุณมันไม่ใช่คน ถึงได้กระหายเลือดเนื้อและชีวิต

ขอสาปแช่งให้คนที่ทำ อย่าได้พบความสุขความเจริญใด

ขอให้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดผวาอยู่ตลอดอย่างที่สร้างไว้ให้กับคนอื่น

 

เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่สุดแสนจะเศร้าใจอีกปี

 

... ...

 

มานั่งคิดทบทวนถึงปีที่ผ่านมา...

ช่างเป็นปีที่ชีวิตได้ผ่านช่วงเวลาต่างๆ มามากมายเหลือเกิน

ทั้งช่วงเวลาของความสุข ในวันรับปริญญา

การเปลี่ยนแปลงจังหวะชีวิตด้วยการไปทำ part time นอกบ้าน

...การใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ อยู่บ้านเขียนนิยาย...

แล้วก็ผ่านช่วงเวลาหม่นเศร้าของการถูกหลอก...มิตรภาพที่แหลกสลาย...

...ความรู้สึกกังวลใจจากการเปลี่ยนงานใหม่...

...อาการลังเลไม่แน่ใจ กับความรู้สึกของตัวเอง...

...ความรู้สึกอัดอั้นตันใจ กับ “ความลับ” ที่ได้ไปเผอิญรู้มา...

แล้วก็ความรู้สึกดีๆ ความผูกพันของเพื่อนเก่าที่เต็มตื้นเข้ามาส่งท้ายปี...

...ชีวิตมีครบทุกรสชาดจริงๆ ...

 

ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก...ทั้งที่เคยคิดว่าตัวเองน่ะ “โตแล้ว”

แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า...ชีวิตคือการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุดจริงๆ

ยังมีโลกอีกหลายใบที่เรามองไม่เห็นไม่เคยรู้จัก

ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปล่ะนะ

 

พยายามจะมองไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เปิดกว้างขึ้น

เดินไปข้างหน้าด้วยความรอบคอบมีสติ

จะทำปีใหม่นี้ ให้ดีที่สุด...บอกกับตัวเองอย่างนี้ล่ะนะ

 

สวัสดีปีหมูน้อย...2550

Happy New Year, Happy 2007 J

 

12月31日

ตั้งหลัก...

 

เรื่องราวความรักในวันวาน...ที่ออกจะดูแปลกไปจากที่ควรจะเป็นอยู่บ้าง

ในที่สุดก็ดูกระจ่างชัดออกมาเสียที...

 

เพราะเป็นรักที่ไร้ขีดจำกัด...จึงให้ไปมากมายได้อย่างที่ไม่เคยต้องการอะไรตอบแทน

เพราะเป็นรักที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจ...ทำให้มันไม่มีรูปแบบ...ไม่สามารถจำแนกได้

 

แต่ความรักแบบนี้จะคงอยู่ได้...บนพื้นฐานของความจริงใจต่อกันเท่านั้น

เมื่อเราคิดว่าไม่มีความจริงใจ...สุดท้ายแล้วมันก็จบลง

โดยที่ฉันไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรกับมันเสียด้วยซ้ำ...

รู้สึกดีกับความชัดเจนแบบนี้จริงๆเลยนะ

ไม่เคยเสียใจที่ให้ความรักนั้นไป...แล้วก็ไม่เสียใจที่มันจบลงอีกเช่นกัน

 

อย่างนี้หรือเปล่านะ...ที่เค้าเรียกกันว่า “ไม่เหลือใจ” น่ะ

 

กับคุณแล้ว...สิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้

จึงเป็นเพียงความห่วงใยในแบบที่มีให้กับคนรอบข้าง

ไม่มีอะไรพิเศษอีกต่อไป...

 

มีคนถามว่าคล้ายกับฉันจะทำใจไม่ได้เลยนะ...

นั่นมันแน่นอนอยู่แล้วล่ะ ชีวิตมันมีกติกาอยู่...

บางข้อก็สามารถละเมิดได้...แต่บางข้อนั้นถ้าผิดจากนั้นไปก็ไม่อาจยอมรับได้เลย

และกติกาพวกนี้แหละที่แบ่งคนในชีวิตออกเป็นกลุ่มต่างๆ

บางคนจึงใกล้ตัว...แต่ไกลหัวใจ...

ในขณะที่บางคนไกลตัว...แต่ใกล้หัวใจเป็นที่สุด...อะไรทำนองนั้นแหละ

โดยพื้นฐานที่สุดแล้ว...ฉันคิดว่าการที่คนสองคนจะนับเป็น “เพื่อน” กันได้

มันจะต้องมี “ความเชื่อใจ” กันในระดับหนึ่ง

ถ้าปราศจากความเชื่อใจ...เราก็เป็นได้แค่คนที่รู้จักกันมานานเท่านั้นเอง

 

น่าแปลกนะ...

ที่ในที่สุดแล้วก็สามารถคุยกับคุณได้อย่างเปิดใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ทั้งเรื่องของความรักที่เคยมี กับความรู้สึกที่แหลกสลายไปแล้ว

ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม้จะจริงใจและตรงไปตรงมาแค่ไหนก็จะกังวลว่าคุณจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าด้วยทุกครั้ง

ผิดกับคราวนี้...ฉันเลือกที่จะพูดความจริงทั้งหมดแล้วก็ไม่กังวลใจอะไรเลยด้วย

...ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยล่ะ...

 

“...ขอบคุณสำหรับฐานะน้องสาวที่มีให้

แต่ฉันสมัครใจจะขอเป็นแค่เพื่อนอยู่ห่างๆ ตรงนี้ดีกว่า

เพราะในความเป็นเพื่อน...เราอาจมีเรื่องปิดบังกันบ้าง...ซึ่งมันเป็นธรรมดาและยอมรับได้

แต่ฉันไม่สามารถเป็น “น้อง” หรือแม้กระทั่ง “เพื่อนสนิท” ในแบบที่เคยเป็นได้

บนพื้นฐานของความไม่เชื่อใจนะคะ...”

 

ก็บอกคุณไปอย่างนั้น

 

สำหรับฉันแล้ว...กับคนในชีวิต...มันมีลำดับขั้นของมันอยู่

แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน...และได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน

แล้วฉันเองก็ไม่สามารถพูดบอกคุณว่า “เป็นน้อง” แต่เพียงปาก

ในขณะที่ความหมายในหัวใจและการปฏิบัติต่อกันมันไม่ใช่

เรื่องนี้ถือเป็นความซื่อตรงที่มีให้กับตัวเองนะ...

 

จากนี้ก็คิดว่าคงจะตั้งหลักได้เสียที กับความรู้สึกที่แกว่งไกวไป

ขอบคุณสำหรับมิตรภาพและความรู้สึกดีๆ ที่มีให้แก่กัน

 

“ขอบคุณนะคะ”

 

12月25日

สมองกับหัวใจ

 
 
 

เรามักมีคำถามว่า...ระหว่างสมองกับหัวใจอะไรสำคัญมากที่สุด

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว...คนเรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานที่สอดประสานกันของทั้งสองสิ่งนี้

 

ในขณะที่สมองทำหน้าที่สั่งการอวัยวะต่างๆ

หัวใจก็ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเหล่านั้น

หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป...ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้...

 

ทว่าบนเส้นทางของความรัก...สมองกับหัวใจมักเดินสวนทางกัน

 

มีเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า...

หัวใจคนเรามีเพียงดวงเดียวและเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งเสมอ

...เพราะว่าหัวใจไม่หนักแน่นพอที่จะอยู่ตรงกลาง...

อีกทั้งยังมีไม่มากพอจะแบ่งเป็นสอง...

 

ต่างจากสมองนะ...

เพราะนอกจากจะตั้งอยู่ตรงกลางแล้ว...ยังแบ่งออกเป็นสองข้างอย่างชัดเจน

 

หัวใจจึงเป็นตัวแทนของความรู้สึก

ในขณะที่สมองเป็นตัวแทนของเหตุผล

 

ในชีวิตจริง...

บางครั้ง...ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็ยากที่จะอธิบายด้วยเหตุผล

กับอีกในบางครา...ที่เหตุผลขัดแย้งกับความรู้สึกในหัวใจ...

และการเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากแก่การตัดสินใจ

 

...สมอง...หรือ...หัวใจ...

 

หากเลือกสมอง...หัวใจอาจเจ็บปวด

หรือตรงกันข้าม...หากเลือกหัวใจ...อาจจะรู้สึกผิดและเสียใจในภายหลัง

 

ถ้าเป็นคุณ...คุณจะเลือกอะไรนะ?

 

 

12月24日

ฉันคงจะความรู้สึกช้าน่ะ

 
 

มีคนถามว่า “นึกยังไงถึงบอกว่ารักใครคนนั้น?”

นั่นสินะ...มันดูแปลกๆ ใช่ไหม?

ที่จู่ๆ ก็บอกว่า “รัก” คนที่ไม่ได้เป็นอะไรกันแม้กระทั่งคนรู้จักขึ้นมา

 

“แค่เพื่อน...แล้วทำไมถึงได้แคร์มากขนาดนั้น?”

“แบบนี้เขาไม่เรียกว่าเพื่อนแล้ว...ไม่รู้สึกตัวเลยหรือไงว่าทำตัวเหมือนคนรักเข้าไปทุกทีน่ะ?”

เพราะถูกถามซ้ำๆ ด้วยคำถามทำนองนี้

จึงกลับมานั่งทบทวนความรู้สึกของตัวเองเสียใหม่

 

โดยปกติแล้วคนทั่วไปเขาจะรู้ตัวว่าตกหลุมรักใครสักคนนี่...ต้องใช้เวลาสักแค่ไหน?

จะนานจนกระทั่งมิตรภาพนั้นแหลกสลายไปแล้วถึงได้รู้หรือเปล่านะ

มีคนเคยบอกว่า “กว่าจะมองเห็นค่าของบางสิ่ง ก็เมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว”

นั่นน่ะ...มันตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉันในตอนนี้เลยทีเดียว

 

แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่า “ความรู้สึกช้า” น่ะ

คนอื่นยังดูรู้...มากกว่าที่ตัวเองจะรู้สึกเสียอีก

...กว่าจะยอมรับกับหัวใจตัวเองได้...เราก็ไม่ได้เป็นเพื่อนกันอีกต่อไปแล้ว...

เป็นแบบนี้หรือเปล่า...

 

คุณจะเรียกคนที่ไม่ได้เป็นญาติ...เป็นคนรัก...หรือเป็นเพื่อนว่าอะไร?

นอกเหนือไปจากคำว่า “คนอื่นคนไกล” ต่อกัน

 

บนโลกใบนี้จะมีใครสักกี่คนกันนะ ที่ยอมตายดีกว่าจะเอ่ยคำว่ารักออกมา

คุณรู้ไหม...ว่าฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเหมือนกัน

แถมยังไม่ค่อยจะยอมรับกับตัวเองด้วยซ้ำว่า เผลอใจ“รัก” เข้าไปแล้วล่ะนะ

 

...เป็นผู้หญิงปากแข็ง...ดื้อด้าน...โดยเฉพาะในเรื่องหัวใจ

 

ฟังดูออกจะหัวโบราณไปหน่อยใช่ไหม...แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ถึงคุณจะเคยบอกว่า...ผู้ชายแบบที่คุณเป็นจะรอให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเริ่มต้น

แต่ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่จะทำแบบนั้นได้หรอกนะ...ไม่ใช่แน่ๆ

...ต่อให้รักมากมายแค่ไหน...

หรือต่อให้ต้องเจ็บปวด...หรือผิดหวังสักเพียงไหน...ก็จะไม่พูดออกมาเด็ดขาด

...นี่ล่ะ...คือฉัน...

 

ผู้หญิงบ้าบออะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้...คุณคิดอย่างนี้บ้างไหม?

 

แต่ก็แปลกนะ...

ที่พอยอมรับกับตัวเองได้ว่ารัก...หัวใจมันก็หยุดทุรนทุราย

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังเสียใจกับความเป็นเพื่อนที่มันแหลกสลายลงไปอยู่แท้ๆ

อาจจะเป็นเพราะว่าในฐานะเพื่อน...เราให้อภัยกันได้ง่ายกว่า

 

ความคาดหวังที่มีต่อคนเป็นเพื่อน...มันต่างไปจากความคาดหวังที่มีต่อคนรัก

 

แล้วฉันก็ไม่เชื่อว่าเราจะกอบกู้เอาความเชื่อใจในแบบวันวานให้กลับคืนมาได้

...ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม...

เมื่อไม่เชื่อใจกันแล้ว...ก็ยากที่ความรักจะดำรงอยู่ได้

...รักบนความไม่เชื่อใจน่ะ มันไปไม่รอดหรอก...

 

วันนี้...ก็ทำได้แต่เพียงรักอยู่ห่างๆ

ส่งความคิดถึงให้เป็นบางครั้งบางคราว...จนกว่าจะถึงวันที่ลืมคุณได้...

 

...บอกกับตัวเองอย่างนั้นล่ะ...

 

 

12月23日

ลมหนาว

 

ช่วงสอง-สามวันที่ผ่านมา อากาศค่อยเย็มสมกับที่เป็นฤดูหนาวขึ้นมาหน่อย

ตื่นตอนเช้า...บรรยากาศรอบตัวถูกคลี่คลุมไว้ด้วยผืนหมอกหนาหนัก

ละไอเย็นของหมอกผสมกับลมหนาวกรูเกรียว

...หนาวเนื้อ...แล้วก็บาดลึกลงถึงหัวใจ...

 

นึกถึงกวีนิพนธ์ล้านนาบทหนึ่ง...

 

“หนาวเฮยหนาว...คราวลมเดือนห้า

หนาวเหน็บอุราปวดร้อน

หนาวหมอกหนาวเหมย...ลมเชยสะท้อน

หนาวหนักหน่วงค่อนกลางไพร

หนาวเหน็บเนื้อ...บ่เท่าหนาวใจ

ถึงหนาวเพียงใดยังพอห่มผ้า

หนาวในอก...ถึงพกห่อผ้า

ผืนหลวงยาววา...บ่ร้อน...”

 

หนาวใจ...ทำยังไงก็ไม่หาย

 

จะว่าไปแล้วความรักของคุณก็คงจะคล้ายๆ กับลมหนาวนี่แหละ

...พัดผ่านมา แล้วก็ผ่านเลยไป...ไม่เคยจับต้องได้เสียที

ซ้ำร้ายที่สุดยังทิ้งไว้แต่ความแห้งแล้ง...ระทมทุกข์

 

แต่ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่จะได้กลับมาคือความว่างเปล่า

ฉันก็ยังรักคุณอยู่ดี

...รักนะ...รักเสมอ...

ไม่ว่าจะเป็นวันนี้...หรือวันไหน...

 

ผู้หญิงอย่างฉันนี่บ้าที่สุดเลยนะ คุณว่าไหม?

 

...

 

12月22日

ความรักทำให้คนตาบอด

 
 

มีคนบอกว่า “ความรักทำให้คนตาบอด” นั่นมันจริงหรือเปล่านะ?

สำหรับฉันแล้วมันคงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง

แต่ก็คงจะเป็นอะไรที่ไม่ได้แตกต่างกันนัก...

มันคล้ายๆ กับว่าเรากำลังสวมแว่นสีหมอกอยู่น่ะ

หมอกบังตา...ทำให้โลกรอบตัวขะมุกขะมัว...ไม่ชัดเจน

 

เพราะรัก...จึงทำให้ฉันมองข้ามข้อเสียหลายๆ ข้อในตัวคุณไปได้

เพราะรัก...จึงเปิดใจยอมรับทุกอย่างทีหลอมรวมเป็นตัวคุณขึ้นมา

 

แต่นั่นคงไม่พอใช่ไหม?

เพราะที่คุณอยากได้...คือผู้หญิงตาบอด

ที่พร้อมจะให้คุณจูงไปไหนก็ได้ตามที่คุณต้องการ...อย่างนั้นหรือเปล่า?

 

ฉันไม่รู้ว่าอะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้น

ราวกับว่าเรื่องราวของการให้อย่างไม่มีเงื่อนไขที่คุณบอกกับฉัน

แท้จริงแล้วเป็นเพียงนิทานหลอกเด็กเท่านั้น

และเด็กอย่างฉันก็โง่พอจะหลงเชื่อเสียด้วย

 

ทั้งๆ ที่รู้ว่าโดนหลอก...โดนปั่นหัวสารพัด

ฉันก็ยังเลือกที่จะอยู่ข้างๆ คุณเสมอ...

คล้ายๆ ว่า...ถูกความรักของตัวเองผูกมัดไว้

 

...รัก...คำสั้นๆ คำเดียวนี่แหละ

แต่ทำไมถึงได้มีอำนาจมากมายอย่างนี้