Profilo di TAR@NDA^^ - It'...ターラーンダー;あなたが 私の愛することではあり...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


16 maggio

ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์

 
วันก่อนดูรายการ "จับเข่าคุย" ของคุณสรยุทธ ซึ่งแขกรับเชิญประจำสัปดาห์(หรือจะเป็นประจำวันก็ไม่ค่อยแน่ใจ) เป็นเภสัชกรรุ่นพี่ ที่นอกจากจะเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของคณะและมหาวิทยาลัยแล้ว ยังได้รับรางวัล Global Scientist Award 2004 หรือรางวัลนักวิทยาศาสตร์โลก ประจำปี 2004 ทางด้านโรคเอดส์ในวันเอดส์โลก ณ ประเทศนอร์เวย์ อีกด้วย ชื่อของท่านก็คือ...ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ค่ะ

ได้ทราบประวัติการทำงานของท่าน อีกทั้งอุดมการณ์และสิ่งที่ท่านปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างทำให้รู้สึกดีมากๆ ที่ได้เป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกันกับท่าน (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

วันนี้ก็เลยจะขอเสนอประวัติส่วนตัวของท่าน อยากให้คนไทยได้รู้จักท่านให้มากขึ้น

"เมืองไทยมีทั้งคนเก่งและคนดีอยู่ในตัวคนเดียวกัน" เป็นตัวอย่างที่น่ายกย่องมากๆ

ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์
เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่เร่ร่อนไปทั่วแอฟริกา


เธอเปรียบเสมือนหญิงยิปซีเร่ร่อนพเนจรไปผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ทั่วทั้งทวีปแอฟฟริกา ได้เริ่มต้นประโยคแรกของเราว่า ....ชีวิตทุกคนมีค่าเท่ากัน ไม่ว่าผิวสีเหลือง ผิวขาว ผิวดำ หรืออาศัยอยู่ที่ซีกโลกใดก็ตาม...

เส้นทางชีวิต

พื้นเพของดิฉันเป็นคนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีพี่น้อง 2 คน คุณพ่อเป็นหมอ ส่วนคุณแม่เป็นพยาบาล ดิฉันมาเรียนที่ รร.ราชินี หลังจากจบมัธยมปลาย ก็สอบเอ็นทรานซ์ติดที่ มหาลัยเชียงใหม่ คณะเภสัช

เมื่อเรียนจบก็มาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ ม.สงขลานครินทร์ เพราะอยากไปใช้ความรู้ที่เรียนมาสอนที่บ้านเกิด เป็นหัวหน้าภาควิชาเภสัชเคมี ซึ่งในคณะนั้นปี 2524 มีคนสนใจมาเรียนภาควิชานั้นแค่ไม่กี่คน

เป็นอาจารย์มา 2 ปีเริ่มเบื่อ จึงลาออกมาทำงานที่องค์การเภสัช เหตุผลเพราะองค์การนโยบายเภสัชคือ ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน และอีกประการคืออยากมาผลิตยาที่มีคุณภาพให้กับคนไทย

แรงบันดาลใจ

ปี 2535 เริ่มมีผู้ป่วยเอดส์มากขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันรู้สึกว่า ผู้หญิงและเด็กที่ไม่เกี่ยวข้องเริ่มต้องมารับผลกระทบไปด้วยเป็นคนที่น่าสงสารมาก เช่น ผู้หญิงบางคนติดเชื้อจากสามีแล้วแพร่ไปสู่ลูก ดิฉันจะมีจุดอ่อนกับเด็ก เห็นเด็กแล้วสงสาร อยากช่วยเหลือพวกเขา เพราะคิดว่าเด็กคืออนาคตของประเทศชาติ นี้คือจุดที่ดิฉันตัดสินใจค้นคว้าและวิจัย ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ขึ้นมา

ใช้เวลาคิดค้นคว้ามาประมาณ 3 ปีตั้งแต่ 2535-2538 ในครั้งแรกที่ดิฉันทำนั้นไม่มีใครมาช่วยเลย แม้กระทั้งนักวิจัย ดิฉันทำเองทุกอย่างเองประมาณ 6 เดือนซึ่งไม่น่าเชื่อว่าการทำงานคนเดียวจะทำให้เป็นผลดีกับดิฉันในอนาคต ได้มากขนาดนี้

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่ที่ผลิตยาชื่อสามัญว่า ยาเอดส์ ในปี2538ได้

กว่าจะศึกษาและค้นคว้ามาได้ ต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่วัถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องไปเจอกับคนที่ ขัดขวางเรา ทั้งในองค์กรเองและจากต่างประเทศอีกด้วย ชื่อดิฉันถูกบรรจุอยู่ในแบลคลิสต์ของบริษัทยาเกือบทุกบริษัท มีคดีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกับบริษัทยาด้วย ซึ่งคิดว่ามาจากเรื่องของผลประโยชน์เพราะถ้าดิฉันผลิตยาสำเร็จยอดขายบริษัทยาอื่นๆต้องตกแน่นอน เนื่องจากราคาต่างกันค่อนข้างมาก

ในที่สุดก็ทำสำเร็จ ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีและสื่อมวลชน ขอบคุณ NGO ทั่วโลกและพันธมิตรต่างประเทศอีกมากมาย ทั้งในอเมริกาและฝรั่งเศสที่คอยช่วยเหลือส่งข้อมูลมาให้ด้วย

ยาตัวแรกที่เราผลิต ZIDOVUDINE หรือ AZT
คือยาที่ลดการติดเชื่อจากแม่สู่ลูก ราคาที่คนอื่น ขายคือแคปซูลละ 40 บาท แต่พอดิฉันทำออกมาขายได้แค่ราคา 7-8 บาทเท่านั้นเอง นี่ยังไม่เท่าไรนะคะ มียาตัวนึงที่เป็นของบริษัทที่ฟ้องร้องดิฉัน จากเดิมที่เขาขายราคาแคปซูลละ 284 บาทแค่ดิฉันทำออกมาขายได้ในราคา 8 บาท จะเห็นว่าแตกต่างกันมาก ดิฉันถือว่าได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่คิดว่าจะไปตบหน้าใครหรือไปทำให้ยอดขายบริษัทไหนลดลง หลังจากนั้นดิฉันก็ผลิตยาออกมาเรื่อยๆ มีคนเข้าช่วยเหลือมากขึ้น

มียาตัวหนึ่งมีชื่อเสียงมากคือ
GPO-VIR
เพราะปกติแล้วผู้ป่วยเอดส์ต้องกินยาหลายชนิด ในหนึ่งวันต้องกินเช้า-เย็น แต่รวมยาทั้ง 3 เม็ด ให้มาอยู่ในตัวยาตัวนี้ได้ ถ้าถามว่าทำไมต่างประเทศไม่ทำกันก็เพราะติดเรื่องลิขสิทธิ์ของบริษัทยา แต่เราทำได้เพราะเป็นของเราเองทั้งหมดผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย จึงเป็นผู้ป่วยที่โชคดีกว่าประเทศอื่นเพราะค่าใช้จ่ายยาลดลงและวันนึงกินยาแค่สองเม็ดเท่านั้น หลังจากเราคิดยาตัวนี้ได้จากคนเป็นพัน เราสามารถช่วยคนเป็นหมื่นคนได้เนื่องจากราคาถูกลง

ทำงานเพื่อมนุษย์ธรรม

มาถึงปี 2542 ดิฉันเริ่มมองเห็นมองเห็นการช่วยเหลือคนในประเทศเราไปได้สวย ทำให้อยากไปช่วยเหลือประเทศที่ด้อยพัฒนา ประเทศเล็กๆบ้าง ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่โชคร้ายมีผู้ป่วยเอดส์แยะมาก จึงคิดว่าถ้าเรามีโอกาสไปถ่ายถอดวิธีการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ให้เขาได้ มันคงจะดี จึงได้ริเริ่มทำตามไอเดียที่ว่า

เมื่อทางองค์การอนามัยโลกทราบถึงเจตนารมณ์ จึงเชิญดิฉันไปที่แอฟริกาเพื่อไปดูว่าสามารถช่วยประเทศไหนได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นกำหนดไว้คร่าวๆประมาณ 5 ประเทศ รัฐมนตรีสาธารณสุขของไทยได้กล่าวในที่ประชุมขององค์กรอนามัยโลกว่า ประเทศไทยยินดีที่จะช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาในเรื่องการถ่ายถอดเทคโนโลยีผลิตยาไวรัสเอดส์

พูดไปทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าใครจะไปเป็นคนทำ

เมื่อเรื่องแพร่กระจายออกไป ทางทวีปแอฟริกาต่างก็ชื่นชมว่าประเทศไทยใจดีอย่างโน้นอย่างนี้ เมื่อกลับมาเมืองไทย ดิฉันถูกเรียกไปสอบถาม ..องค์การเภสัชจะได้อะไรจากการถ่ายถอดเทคโนโลยีการผลิตครั้งนี้ ... ดิฉันตอบไปว่า ...ไม่ได้อะไรเลยค่ะ ที่ดิฉันอยากทำเพราะมันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม และการช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์ด้วยกัน....

ดิฉันไม่เข้าใจเลยว่า เวลาเราทำอะไรก็ตามทำไมเราต้องหวังผลจากการกระทำของเรา ดิฉันไม่เคยต้องคิดเลยว่า การให้ต้องแลกกับการได้รับ

งานเปลี่ยน ชีวิต

เมื่อถึงเวลา ที่ดิฉันต้องไปถ่ายถอดเทคโนโลยีจริงๆ ไม่มีใครไปด้วยเลย ดิฉันเริ่มคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี อยู่เมืองไทยเราทำคนเดียวได้ แต่ต่างประเทศไม่แน่ใจ เวลาเจอคนแอฟริกันเขาก็จะมาถามเราว่า เมื่อไหร่ยูจะมาช่วยผู้ป่วยประเทศไอซักที..เราตอบไม่ได้

จนกระทั่งกันยายน 2545 ดิฉันขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อไปช่วยเหลือแอฟริกาอย่างเต็มตัว ไม่มีใครเห็นด้วย รัฐมนตรีไม่ยอมเซ็นใบอนุมัติให้ เรียกไปคุย ดิฉันตอบไปว่า ..ไม่เปลี่ยนใจแล้ว เขาจึงยื่นข้อเสนอ เปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นที่ปรึกษาองค์กร แล้วเอายาไปขายทวีปแอฟริกาแทน ดิฉันปฏิเสธทุกข้อเสนอ และไม่เคยเสียใจในการตัดสินครั้งนั้น

หลังจากนั้นดิฉันไปประเทศแรกคือ คองโก ไปโดยที่ไม่รู้อะไรเลย...ไปตายเอาดาบหน้าคนเดียวจริงๆ ไปอยู่คองโกไม่นานก็มีคนมาติดต่อไปช่วยผลิตยาให้เขา เนื่องจากทราบข่าวการทำงานของดิฉัน จากหนังสือพิมพ์ชื่อดังของเยอรมัน ฉบับหนึ่ง

ในโลกไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า....คำสัญญา ....เมื่อเราบอกว่าจะช่วยแล้วก็ต้องช่วย

เมื่อไปถึงแล้วก็ถามว่าไหนละทำยาตรงไหน มองไปก็มีแต่เนินเขาเต็มไปหมด นั่นหมายความว่าเราเริ่มกันตั้งแต่ วาดแปลนโรงงานที่ใช้ผลิตยากันเลย ปลุกปล้ำอยู่ 3 ปี

สุดท้ายไม่น่าเชื่อเลยว่ายาต้านไวรัชเอดส์ที่ชื่อ afrivir ซึ่งมีส่วนผสมเหมือนบ้านเราทุกอย่างถูกผลิตขึ้นสำเร็จในประเทศที่มีความขัดแย้งมากที่สุดในโลกคือประเทศคองโก ในทวีปแอฟริกาเป็นประเทศแรก

หลายคนสงสัยว่าถ้าตัวยาเหมือนกับบ้านเราทุกอย่าง ทำไมเราไม่เอายาไปขายเลยละ ดิฉันตอบไปว่า... ดิฉันต้องการให้พวกเขาทำเอง ดิฉันเชื่อว่าถ้าเขาอยากกินปลา เราควรสอนเขาตกปลาเองไม่ใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากินเพราะไม่อย่างนั้นเขาไม่มีวันพึ่งตนเองได้ ถึงเมืองไทยจะนำไปจำหน่ายได้ มันจะมีประโยช์อะไรเพราะมันไม่ยั่งยืน บางคนมองว่าดิฉันบ้า...ไปสอนคนแอฟริกาทำยาความจริงมันทำได้ คนแอฟริกาไม่ได้มีแต่คนโง่ทั้งทวีป ดิฉันเคยทะเลาะกับคนใหญ่คนโตของทวีปแอฟริกาเขาบอกดิฉันว่า...เธอไม่มีทางทำอะไรในแอฟริกาได้สำเร็จหรอก เพราะเธอไม่ใช่คนแอฟริกาเธอไม่รู้จักคนแอฟริกาดี...

ดิฉันโกรธมากเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นคนแอฟริกาแท้ๆ ยังดูถูกพวกเดียวกัน ดิฉันเลยบอกไปว่า...ถ้าดิฉันทำยาได้สำเร็จเมื่อไหร่ คุณเป็นคนแรกที่ดิฉันจะบอก...แล้วดิฉันก็บอกเขาเป็นคนแรกจริงๆ แหมมันสะใจ(หัวเราะ)

ประเทศด้อยพัฒนาในแอฟริกาเขายากจนกว่าบ้านเราแยะ สมมติว่าโรงพยาบาลมีเตียง 150 เตียงแต่มีคนไข้มาแอดมิท 450 คน นั่นหมายถึงใน 1 เตียงจะมีคนไข้ 3 คนนอนบนเตียงสอง คือนอนกลับหัวกลับหางกัน และใต้เตียงอีก 1 แทนที่อยู่โรงพยาบาลแล้วจะหาย กลับติดโรคกันไปหมด นี่คือส่วนหนึ่งที่ดิฉันอยู่เฉยไม่ได้ ใครๆ อาจจะมองว่าดิฉันประสบความสำเร็จแล้ว แต่จริงๆยังเลยค่ะเพราะทวีปแอฟริกามี 53 ประเทศจะช่วยยังไงไหว เกิดมา 10 ชาติยังช่วยไม่หมดเลยแต่เราทำเท่าที่เราทำได้ การทำงานคือสิ่งที่สนุกสร้างความสุขให้ดิฉัน

สีสันของชีวิต

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าไปๆ มาๆ ดิฉันทำงานอยู่ที่แอฟริกามา 5 ปีแล้ว ในปีๆ หนึ่งดิฉันอยู่ที่ประเทศไทยไม่ถึงเดือนส่วน 11 เดือนที่เหลืออยู่แอฟริกาตลอด ดิฉันอยู่ตัวคนเดียวแบบวันต่อวันร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ไม่สามารถวางแพลนล่วงหน้าได้ เนื่องจากมีหลายประเทศมากที่เขาต้องการให้เราไปช่วย แต่ดิฉันโชคดีที่ดิฉันไม่มีครอบครัว ตารางงานก็ไม่แน่นอน ตารางงานที่ได้มาจากระทรวงการต่างประเทศ นอกนั้นก็เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย วันนี้อยู่ที่นี้แต่ต้องอาจไปอีกประเทศหนึ่งก็ได้ บางครั้งเคยคิดเหมือนกันว่า เราอายุ 55 แล้วแทนที่จะได้พักผ่อนอยู่กับบ้านสบายๆ หรือไม่ก็ไปทำธุรกิจโรงแรมกับญาติพี่น้อง ทำไมชีวิตยังต้องเร่ร่อนลอยไปลอยมาแต่ยังหาคำตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าเราอยากนำวิชาความรู้มาช่วยเหลือคนให้ได้มากที่สุด เวลามีคนถามดิฉันว่าทำอะไรดิฉันตอบไปว่า...เภสัชกรยิปซี (หัวเราะ)....

ชีวิตการทำงานไม่ได้เป็นเรื่องสนุก อุปสรรคที่เคยเจอก็มีแยะ แต่ดิฉันมองว่าเป็นเรื่องขำๆ เคยเจอเครื่องบินดีเลย์ 24 ชั่วโมง ไม่รู้จะไปไหนนั่งมันตรงนั้นจนถึงเช้า ไม่รู้จะไปทำอะไรเพราะแอฟริกามันไม่มีสถานบันเทิงใดๆ ให้เราไปพักผ่อน

ที่คองโก ดิฉันนอนอยู่ดีดีก็มีแสงวาบขึ้นมาคิดในใจว่าทำไมสว่างเร็วจัง ปรากฏว่าไม่ไช่นะคะ เป็นระเบิดที่เขายิงมา โดยมีเป้าหมายเป็นบ้านพักดิฉัน แต่เขากะพลาดไปหน่อยเลยไปตกบ้านข้าง คิดว่าเป็นฝีมือคนที่คิดว่าดิฉันเป็นศัตรูนั่นแหละคะ

ยังมีอีกครั้งที่ ไนจีเรีย เขาเชิญไปบรรยายและช่วยเหลือทางด้านอุตสาหกรรมยา ซึ่งปกติตอนกลางวันก็อันตรายมากอยู่แล้ว แต่ดิฉันเดินทางไปถึงสนามบินตอนตี1 ไปคนเดียวด้วยไม่มีใครมารับ ก็นั่งแทกซี่ไป ถูกคนเอาปืนมาจี้ 5 ครั้งแต่ดิฉันไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย มีแต่เสื้อผ้ากับเงินอีก100เหรียญ ก็บอกเขาไปว่า ........ฉันมาช่วยคนในประเทศเธอนะ อยากได้อะไรเอาไปเลย......

สรุป 5 ครั้งไม่มีใครเอาเงินของดิฉันไปสักเหรียญเดียวแต่ระยะทาง 20 กม. ต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชม. เพราะมัวแต่เสียเวลาโดนจี้ เดินขึ้นลงรถ พูดประโยคเดิมอยู่นั้นแหละ เขาขู่เราด้วยคำเดิมๆ เราก็ตอบไปเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าคนที่จี้หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะมันมืดมาก เห็นแค่ลุกกะตากับฟัน(หัวเราะ) การโดนจี้ครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต

ดิฉันถือว่า
อุปสรรคคือสิ่งที่ทำให้เราเข้มแข็ง
อาจจะเป็นเพราะตรงนี้ สื่อฝรั่งเศสและเยอรมัน เขาจึงบอกว่าเขาชื่นชมการทำงานของดิฉันและนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ จนได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 3 รางวัล นอกจากนั้นอเมริกายังเคยเอาไปสร้างเป็นหนังบอร์ดเวย์เรื่อง COCKTAIL ซึ่งจะแสดงเดือน พฤษภาคม ปีนี้

ดิฉันไม่เคยสนใจเลยว่าทำไปแล้วได้รางวัลอะไรไหม? จะมีคนมายกย่องไหมนั้นเป็นเรื่องไม่เคยคิด แต่พอเขาเอาเรื่องของเราไปทำเป็นภาพยนตร์ มันน่าภูมิใจนะที่ยังมีคนมองเห็นคุณค่าของเรา

ดิฉันให้สัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุของอเมริกาแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วเชื่อมัยว่าอังกฤษและอเมริกาเสนอปริญญากิตติมศักดิ์ให้ไม่รู้กี่ใบ

เราควรทำวันนี้ให้เหมือนกับวันสุดท้ายของชีวิต เพราะนั้นแปลว่าเราต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะไม่มีวันพรุ่งนี้ให้แก้ตัวอีกต่อไป แล้ว

 



เนื้อเรื่องทั้งหมดย่อมาบางส่วนจากนิตยสารคู่สร่างคู่สม ฉบับที่ 565 ประจำวันที่ 1-10 พฤษภาคม 2550
ย่อโดยคุณ LINCOIN จาก
http://www.xq28.net/wow/viewtopic.php?f=6&t=339&p=6415 ค่ะ

01 maggio

一人(ひとり)

 
ช่วงนี้กำลังบ้าภาษาญี่ปุ่นค่ะ
หลังจากที่ปล่อยทิ้งไว้จนแทบจะลืมหมดแล้ว
ต้องยอมรับว่าความคิดถึงที่มีต่อเซ็นเซในช่วงก่อนช่วยเอาไว้ล่ะค่ะ
เพาะการทบทวนความรู้เดิมๆ คล้ายๆจะกลายเป็นอีกทางออกของความคิดถึง
 
วันนี้ก็เลยเอาเพลงมาฝากค่ะ
一人 (hitori) ร้องโดย Mika Nakashima
เมโลดี้เพลงนี้จะออกแนวเหงาๆ เศร้าๆ สมกับชื่อเพลง "เดียวดาย"
ประกอบกับเนื้อเพลงที่บอกเล่าถึงความรู้สึกของคนที่ถูกคนรักทอดทิ้ง
เอ...มันชักจะคุ้นๆ กับชีวิตใครบางคนแถวนี้แฮะ
 

といた思い出に (Kimi to ita omoide ni)

ความทรงจำที่แสนเจ็บปวด

寄り添いながらいきている。(Yorisoi nagara ikite iru)

ในขณะที่คุณก้าวเดินไปพร้อมใครอีกคน

情けない僕だけど。(Nasake nai boku dakedo)

ฉันมันคนน่าสมเพช 

いまでも、わすられない。(ima demo, wasurerare nai)

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถลืมคุณได้

 

も遺著度、あのときの二人に戻れるのならば。

(Mou ichido ano toki no futari ni modoreru no naraba)

อีกสักครั้ง, ถ้าย้อนกลับไปยังเวลาที่เราสองคนยังอยู่ด้วยกันนั้นได้

やわ図にきみのこと。だきしめ、はなさない。
(Mayowazu ni kimi no koto dakishime hanasa nai)

จะไม่ทำผิดพลาดอีก จะกอดเธอไว้ไม่ให้ไป

 
ถามตัวเองแล้วก็ได้คำตอบว่าฉันคงไม่ยื้อคุณไว้แบบเจ้าของเพลงหรอกมั้ง
แต่ถ้าเป็นไปได้...อยากย้อนกลับไปในวันที่เรายังไม่ได้พบกัน
เดินหลีกหนีไปให้พ้น...เมื่อไม่พบกัน...
ไม่มีความทรงจำต่อกันก็จะไม่ต้องพบกับความเจ็บปวด
ถึงแม้จะ..."เดียวดาย"...ก็คงจะไม่เป็นไร
 
...คิดแบบนี้ล่ะนะ...
 
แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้
และฉันในตอนนี้ก็เป็นเหมือนกับเนื้อเพลงท่อนที่ว่า...
 

いまでも、わすられない。

(ima demo, wasurerare nai)

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถลืมคุณได้...

 
...คิดถึงเช่นเดิม...
 
.... ....