Profilo di TAR@NDA^^ - It'...ターラーンダー;あなたが 私の愛することではあり...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


11 gennaio

ใบไม้ที่ปลิดปลิว

 

ชีวิตเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน...เป็นคำพูดที่เราทุกคนต่างรู้กันดี แต่เราก็มักจะปลอบใจตัวเองว่า “มันคงไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก” จนกระทั่งเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจริงๆ

 

หลังจากที่พี่สาวกับพี่เขยใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมาหลายปี คนทั้งบ้านก็ตื่นเต้นกันมากที่เราจะมีหลานตัวน้อยเข้ามาเติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า...หลังจากความยินดีอย่างที่สุดนั้น เราจะต้องพบกับความสูญเสียอย่างที่สุดเป็นลำดับถัดมา

 

ในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์พี่สาวก็เริ่มป่วย ระหว่างนั้นทุกคนในบ้านรวมทั้งคุณหมอที่รับฝากท้องต่างคิดกันว่าน่าจะเป็นผลของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ก็เท่านั้น ไม่มีใครฉุกคิดเลยว่ามันจะเป็นโรคร้ายแรงเช่น “มะเร็ง” ทั้งพี่สาวและพี่เขยต้องเทียวไปเทียวมาหาหมออยู่นับสิบครั้งจนกระทั่งเจ้าเนปาล หลานชายตัวน้อยลืมตาออกมาดูโลก

 

หลังจากคลอดแล้วพวกเราคาดหวังกันว่าอาการป่วยของพี่สาวน่าจะดีขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเราจึงต้องหอบหิ้วกันไปโรงพยาบาลอีกครั้งหลังจากพี่สาวอยู่ไฟครบหนึ่งเดือน และในวันนั้นคุณหมอก็รับพี่สาวไว้รักษาตัวที่โรงพยาบาลในฐานะคนไข้ใน

 

เป็นเวลากว่าสองเดือนที่เราอยู่ในความมืดมิด กับการรักษาแบบประคับประคองโดยที่ไม่รู้ว่าพี่สาวป่วยด้วยโรคอะไรกันแน่ จนในที่สุดคุณหมอก็วินิจฉัยออกมาว่าพี่สาวป่วยเป็น “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” ซึ่งมะเร็งชนิดนี้เราจะไม่สามารถรู้ตัวได้เลย จนกว่ามันจะลุกลามไปมากแล้ว

 

เมื่อวินิจฉัยโรคได้แน่ชัด...การรักษาที่ถูกต้องจึงค่อยตามมา พวกเราหวังจนสิ้นหวังกันหลายครั้งก่อนที่คุณหมอจะตัดสินใจให้เคมีบำบัด ร่างกายของพี่สาวตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งเป็นข่าวดีที่สุด หลังจากรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่กว่าสามเดือน พี่สาวก็ได้กลับบ้านท่ามกลางความยินดีของญาติพี่น้อง

 

ออกจากโรงพยาบาลแล้วพี่สาวก็ยังต้องไปโรงพยาบาลอีกหลายครั้งเพื่อรับเคมีบำบัด และหลังจากการทำเคมีบำบัดสิ้นสุดก็ต่อด้วยการฉายรังษีเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตซ้ำอีกครั้ง ครั้งสุดท้ายที่พี่สาวไป x-ray เพื่อประเมินผลการรักษา พี่สาวก็แพ้สีจนพวกเราใจเสีย แต่สุดท้ายคุณหมอก็บอกข่าวดีกับเราว่ามะเร็งไม่มีการลุกลามแต่อย่างใด

 

“ความสุขมักไม่อยู่กับใครนาน” เพราะพวกเราดีใจกันได้ไม่นานพี่สาวก็เริ่มมีอาการอื่นๆ เริ่มตั้งแต่เหนื่อยง่าย แขนไม่มีแรงและปวดมาก บางครั้งก็หนาวๆ ร้อนๆ แบบไม่มีสาเหตุ ซึ่งเราก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรร้ายแรง เพราะผลการตรวจมันเป็น ปกติ

 

กว่าจะรู้ว่ามันไม่จริงพี่สาวก็ป่วยมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่พี่สาวเข้าโรงพยาบาลเราจึงพบว่ามันลามไปสู่สมองแล้ว ครอบครัวเริ่มเข้าสู่ภาวะเศร้าหมองอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นเรายังไม่ยอมทิ้งความหวังโดยเฉพาะป้ากับพี่เขยที่เข้มแข็งมาก ไหนจะต้องดูแลพี่สาวแล้วจะต้องวิ่งไปมาระหว่างบ้านและโรงพยาบาลอีก ทั้งสองคนเหนื่อยแต่ก็อดทนทำเพื่อคนที่รักจนวินาทีสุดท้าย

 

ครั้งนี้คุณหมอให้การรักษาด้วยการฉายรังสี เพราะร่างกายของพี่สาวอ่อนแอเกินกว่าจะทำเคมีบำบัดได้ คุณหมอบอกพี่เขยให้เตรียมทำใจไว้ ในตอนนั้นพี่เขยคงใจเสียแต่ก็ไม่ได้เล่าอะไรให้พวกเราฟัง

 

หลังจากวันนั้นพวกเราพยายามทำทุกวิถีทางเท่าที่จะพอทำได้เพื่อยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด เราเปลี่ยนอาหารของพี่สาวให้เป็นธัญญพืชและผักต่างๆ ถึงแม้ว่ามันอาจจะช้าไปบ้าง...แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ความหวังคล้ายเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวที่หล่อเลี้ยงให้เรามีชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางความเจ็บปวด

 

ในตอนเย็นป้าจะเตรียมธัญญพืชไว้เพื่อที่น้องชายจะได้นำไปให้พี่สาวที่โรงพยาบาลในตอนเช้ามืดของทุกวัน เป็นช่วชีวิตที่คงจะยากลำบากมากสำหรับทุกคนในครอบครัว พวกเราอดทนโดยไม่มีใครบ่นหรือพูดอะไรไม่ดีออกมา แต่จะว่าไปแล้วคนที่อดทนที่สุดก็คือพี่สาว เพราะไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงไหนสิ่งที่เรามักจะได้ยินจากปากของพี่ก็คือ คำว่า “สู้”

 

อาการที่ทรงๆ ทรุดๆ นั้นน่าใจหาย บางวันก็ดูดีคุยเล่นหัวเราะได้ แต่บางวันก็แย่ เหนื่อย พูดแทบไม่ออก วันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่เนปาลเดินได้ พี่เขยดีใจมาก...แต่มันคงจะดีกว่านี้แน่ๆ ถ้าพี่สาวไม่ป่วยและครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้า

 

วันที่ 27 ธันวาคม เป็นวันที่พวกเราเริ่มบอกแก่กันว่าต้องทำใจ ในตอนนั้นพี่สาวอาการทรุดลงหนัก คุณหมอได้แต่ให้การรักษาแบบประคับประคอง แม้หัวใจจะสู้...แต่ร่างกายแย่ลงทุกวัน ความทรมานของคนที่เรารักเป็นอะไรที่ทำใจได้ยากโดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด ท้ายที่สุดเราต่างรู้ดีว่ามีเพียงแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยเราได้ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เป็นช่วงเวลาที่เราอยู่กันด้วยความหวังในทุกๆ ขณะจิต

 

วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสิ้นปี ทุกคนรู้ว่าอาการของพี่สาวทรุดลงอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเวลาของการจากลาจะมาถึงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ พี่เขยบอกว่าพี่สาวไม่ค่อยรู้สตินักแต่ก็ยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ ให้กินข้าวก็กิน ให้กินยาก็กินหวังอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องหาย แม้กระทั่งมื้อสุดท้ายพี่สาวก็กินทั้งข้าวและยาจนหมดราวกับว่าพี่สาวจดจารคำว่าสู้ไว้ในจิตสำนึกสุดท้ายของชีวิต

 

พวกเราไปพร้อมกันที่โรงพยาบาลในตอนบ่ายเพราะป้าโทรมาบอกว่าพี่สาวไม่ไหวแล้ว ซึ่งตอนที่เราไปถึงมันก็แย่มากจริงๆ ในตอนนั้นน้าสาวอีกสองคนก็อยู่ด้วย คุณหมอให้พี่เขยตัดสินใจว่าจะให้ทำการรักษาแบบเต็มรูปแบบ คือเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจ และปั๊มหัวใจหากจำเป็น ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่อาจรับรองได้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร หรือเราจะพาพี่สาวกลับบ้าน

 

ในตอนนั้นเชื่อว่าเราทุกคนต่างลังเล แม้ในวินาทีสุดท้ายเราต่างไม่อยากทิ้งความหวังที่แสนริบหรี่นั้น แต่ความจริงก็คือความจริง ถึงจะเจ็บปวดเราก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ท้ายที่สุดเราจึงตัดสินใจพาพี่สาวกลับบ้าน...

 

พี่สาวจากพวกเราไปท่ามกลางความอบอุ่นของครอบครัว บนบ้านที่สร้างขึ้นและหวังจะได้อยู่กับคนที่รักไปจนแก่เฒ่า ในตอนเย็นของวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เวลา 18:00 น. ทุกคนเสียใจแต่เราก็รู้ว่าพี่สาวจะไม่เจ็บปวดอีก การตายจากเป็นเพียงการเปลี่ยนร่าง แล้วสุดท้ายเราจะได้พบกันอีกครั้ง...

 

 

 

หลับเถิดหลับให้สบาย

ในฝันอันพรรณรายเฉิดฉัน

ดับทุกข์เศร้าโศกวิโยกพลัน

แล้วเราจะพบกันในวันพรุ่ง

 

ความรักจักพาเราไป

แสงทองจะกลายเป็นสายรุ้ง

ทอทาบฟ้าครามงามจรุง

ช่วยปรุงแต้มโลกใหม่ให้โสภา

 

ด้วยแรงแห่งกรรมกำหนด

ได้เกิดประสบพบหน้า

แล้วพรากให้ห่างร้างลา

เหลือเพียงหยาดน้ำตาอาดูร

 

สะอื้นไห้ละห้อยหาอาลัยนัก

แต่นี้ใครจักกอดรัดให้ไออุ่น

บ้านไร้ซึ่งศัพท์สำเนียงเสียงละมุน

พี่สิ้นสูญสู่ปรภพผ่านพ้น

 

ชีวิตนั้นเป็นเช่นใบไม้

ปลิดปลิวกล่นกลายจากต้น

เพียงความดีทิ้งไว้บอกคุณค่าตน

สุดท้ายก็ร่วงหล่นโรยรา

 

ดวงตะวันลับเลื่อนเคลื่อนตก

“กรกนก” คือแสงแห่งฟ้า

วันนี้เพียงไกลลับสายตา

วันหน้าย่อมจะกลับคืนมาเนาว์

 

 

ปล. สวัสดีปีใหม่ทุกคนนะ ขอให้มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนา

Happy New Year!!!!