Profilo di TAR@NDA^^ - It'...ターラーンダー;あなたが 私の愛することではあり...FotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
|
30 gennaio ความทรงจำ“Remember” Christina Georgina Rossetti Remember me when I am gone away, Yet if you should forget me for a while Better by far you should forget and smile
มีความเศร้าเจืออยู่ในทุกอณูของความทรงจำ... ถ้าเพียงแต่ลืมเลือนไป...รอยยิ้มก็จะกลับคืนมา... ...ทว่าสิ่งที่ทำได้... กลับเป็นกลายเป็นการบันทึกทุกอย่างไว้...แนบแน่นในหัวใจ...
“ความรัก” ทำให้มันเป็นเช่นนี้... ไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า...เราก็อยากจะเกาะเกี่ยวเอาความรู้สึกนั้นไว้ เพราะโลกของหัวใจ...หมุนด้วยความรักล่ะนะ...
...คิดถึงมากมาย...
26 gennaio IQ testสองวันก่อนไปทำแบบทดสอบวัด IQ มาค่ะ
วันนี้ก็เลยว่าจะเอาผลมาอวดสักหน่อย
ก็ไม่มากไม่มายอะไร
แต่การที่เขาวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของเราได้ตรงจุดเลยรู้สึกถูกใจมาก
ใครอยากรู้ว่าตัวเองมีข้อเด่น-ข้อด้อยยังไง
ไปลองทำกันได้แบบ chill chill นะคะ ข้อสอบ 30 ข้อให้เวลา 15 นาที
(สารภาพว่าเราเองก็ยังทำไม่ทันเลยค่ะ ไม่ต้องกลัว)
แต่ว่าคำถามจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ถ้าได้น้อยก็อย่าคิดมาก...
เพราะกำแพงภาษาพวกนี้จะทำให้ score ของเราน้อยกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว
รู้จัก 'สมอง' ของตัวเองให้มากขึ้น ที่นี่ค่ะ
25 gennaio เด็กวันพุธช่วงนี้คิดถึงใครบางคนมากมาย... เพราะรู้ว่า ‘เขาคนนั้น’ จะเดินทางมาแถวๆ นี้ ก็คงจะไม่ได้เจอกันหรอกนะ ขนาดในความใกล้ชิด...ยังไม่ค่อยจะมีโอกาสได้พบกันสักเท่าไหร่ แล้วในฐานะคนอื่นคนไกลจะได้พบ...มันก็คงจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อละมั้ง
สำหรับฉันแล้วที่บอกว่าคิดถึงน่ะ บางที...มันก็ไม่ได้หมายความว่าอยากเจอหรอก ก็แค่ห่วงใย...ตามประสาคนที่ใส่ใจคนรอบกายอยู่เสมอก็เท่านั้น “คุณน่ะ คิดจะใส่ใจคนอื่นมากกว่าตัวเองบ้างหรือเปล่า?” บางทีก็คิดสงสัยอย่างนี้เหมือนกันนะ
ยิ่งคิดก็ยิ่งดิ่งลึกลงไปในความคิดถึง แล้วหัวใจก็ถูกโอบกอดอยู่ในอ้อมแขนของความเศร้า
มีคนบอกว่า...
“เด็กวันจันทร์มีใบหน้าสดใส... เด็กวันอังคารมีความสง่างาม... เด็กวันพุธมีแต่ความเศร้า... เด็กวันพฤหัสมีดวงเดินทาง... เด็กวันศุกร์มีใจโอบอ้อมอารีย์... เด็กวันเสาร์ทำงานขยันขันแข็ง... และเด็กวันอาทิตย์จะเป็นเด็กที่น่ารักสดใส มีเสน่ห์และมีความสุข”
ในขณะที่เด็กวันอื่นๆ ล้วนมีชีวิตที่สดใส เด็กวันพุธกลับต้องเจอแต่เรื่องเศร้าๆ อ่านแล้วชวนให้รู้สึกเหมือนชีวิตถูกสาปให้เจอแต่กับความเศร้ายังงั้นแหละ เพราะว่าเราเองก็เป็นเด็กวันพุธ... แถมนิสัยส่วนตัวก็มักจะปล่อยให้หัวใจถูกโอบล้อมไปด้วยความเศร้าอย่างนั้นแหละ คล้ายๆ ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตล่ะนะ
เฮ้อ...เศร้าใจจังเลย...
24 gennaio ถ้าหากว่า...ระหว่างที่กำลังนั่งรถไปทำงานอยู่นั้น จู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นรถคันหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกับรถของ “ใครคนนั้น” เข้า แล้วความคิดบางอย่างก็แวบผ่านเข้ามาในสมอง...
ถ้าหากว่าวันหนึ่ง...ฉันและคุณได้มาพบกันบนทางผ่าน หากว่าเราจอดรดติดไฟแดงอยู่เคียงกันจะเป็นยังไงนะ? ในขณะที่คุณคงจำฉันไม่ได้... ฉันจะทักทายคุณหรือเปล่านะ?
หากเป็นสักครึ่งปีก่อนหน้านี้... ฉันคงจะไม่ลังเลที่จะลดกระจกลงเพื่อที่จะยิ้มให้คุณอย่างเต็มที่ “ดีใจจังที่เจอกัน” คิดว่าคงจะพูดประโยคคล้ายๆ อย่างนี้ละมั้ง
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่คิดว่าไม่อยากจะเจอคุณอีกแล้ว หรือถึงเจอ...ก็อยากที่จะเป็นฝ่ายมองเห็นคุณก่อน จะได้เดินเลี่ยงไปเสีย ไม่อยากให้คุณมองเห็น...ไม่อยากจะต้องมาเผชิญหน้ากัน เพราะไม่รู้ว่าฉันจะต้องเจ็บปวดกับการปฏิบัติตัวของคุณหรือเปล่า... เพราะไม่รู้ว่าบนความไม่เชื่อใจ... ฉันจะแสดงท่าทีอะไรที่ทำร้ายความรู้สึกของคุณออกมาหรือเปล่า...
เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงมันยากที่จะหยั่งรู้ว่าจะออกมาในรูปแบบใดนะ
สำหรับตอนนี้... ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้รู้สึกลังเล... บางที่...ฉันอาจจะแค่มองคุณอยู่อย่างนั้น ยิ้มให้คุณผ่านกระจกกรองแสงที่มองเห็นได้แต่เพียงด้านเดียว ก่อนจะจากกันไปคนละเส้นทางด้วยความรู้สึกดีๆ ในหัวใจว่า... อย่างน้อย...คุณก็ยังสบายดี...ละมั้ง
...“คิดถึงคุณอีกแล้วล่ะ”... อยากบอกคุณว่าอย่างนี้ล่ะนะ ...
17 gennaio I'm tagedพอดีถูก Tag มาจากเจ้ามะกอกช่อ - - เพื่อนร่วมวิชาชีพที่รู้จักกันบนถนนนักเขียน ก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้เจ้า Tag นี่มันคืออะไร จนกระทั่งเข้าไปอ่าน blog คน tag จึงได้รู้ว่ามันคือการที่เราต้องเล่าความลับถึง 5 ข้อด้วยกัน (โอ้..มายก็อด) จะเล่าอะไรดีเนี่ย เป็นคนที่เก็บความลับไว้เยอะแยะไปหมดจนเริ่มต้นไม่ถูกอ่ะ ลองดูก็แล้วกันเนอะ
1. เป็นเภสัชกรด้วยคำขอร้องจากคนรอบข้างมากกว่าใจรัก จริงๆ แล้วเลือกคณะนี้เป็นอันดับสองตอนสอบโควต้า เพราะตั้งใจว่าจะไปเรียนหมอกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง แต่พอมันรู้ว่าเราติดเภสัช (ในขณะที่มันติดแพทย์) มันก็ไม่ยอมให้เราสละสิทธิ์เพื่อไปเอ็นท์ใหม่ซะงั้น มันบอกว่า “อย่าสละสิทธิ์เลย เราว่าคณะนี้เข้ากับเธอที่สุดแล้วล่ะ” ก็เลยตกลงใจเรียนเภสัชเพราะเชื่อที่มันบอก แล้วก็ได้รู้ว่าคณะนี้เป็นอะไรที่เข้ากับเราจริงๆ เพราะเป็นคนที่ชอบวิชาเคมีถึงขั้นคลั่งไคล้เชียวล่ะ แต่ถึงจะเป็นตำแหน่งแห่งที่ๆ ดูเหมาะกับเราแค่ไหน...เรากลับไม่ค่อยชอบงานเภสัชสักเท่าไหร่แฮะ หรืออาจจะเป็นเพราะว่ายังหา pharmacist career ที่เหมาะกับตัวเราไม่เจอก็ไม่รู้ ทุกวันนี้ก็เลยไปทำงาน(เภสัชฯ) เพื่อความสบายใจของคนรอบข้างมากกว่าใจรัก เราน่ะเป็นพวก “ทำได้” ทั้งๆ ไม่ชอบก็เลยไม่มีปัญหาอะไร ไปทำงานก็พยายามทำให้ได้ตามมาตรฐานเภสัชกรทุกประการ แต่รู้อย่างนี้แล้ว คุณๆ จะกลัวเภสัชคนนี้หรือเปล่านะ?
2. เป็นเภสัชกรที่กิน antibiotic ไม่ค่อยจะครบครอสสักที เป็นคนที่กลัวเข็มฉีดยาเอามากๆ แค่เห็นเข็มแบบเปลือยๆ ก็มือไม้สั่นแล้ว จำได้ว่าตอนเรียนวิชาให้คำปรึกษาในส่วนของการฉีดอินซูลิน แล้วอาจารย์แจกเข็มมาให้ทดลองทำท่าดู เราน่ะแอบไปนั่งหลังสุดแล้วก็ดูเพื่อนอยู่เฉยๆ อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ในยามเจ็บไข้จึงเป็นการกินยา แต่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเราป่วยบ่อยเกินไปละมั้ง ที่ทำให้สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นคนไม่ชอบกินยาสักเท่าไหร่ จะกินยาแค่พอหาย แล้วเลิกกิน ดังนั้นจึงนับครั้งได้ที่เราจะกิน antibiotic ครบครอสน่ะ ก็รู้นะว่ามันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับคนไข้ แต่มันก็แก้ไม่ค่อยจะหายสักที ไอ้นิสัยเสียๆ นี่อ่ะ ก็เลยจะแถมท้ายความลับข้อนี้ให้ว่า เคยกินยาไม่ครบครอส ทำให้ต้องเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ นานกว่าสองเดือน ถึงจะหายจากอาการคออักเสบด้วยล่ะ ยาชุดสุดท้ายที่กินนั้นเป็นยาที่หมอบอกว่าเป็นยากินขนาดสุดท้ายของโรงพยาบาลแล้ว ถ้าไม่ดีขึ้นต้องมาฉีดยาสถานเดียวจึงกินได้ตามที่หมอสั่งเป๊ะๆ ไม่ขาดไม่เกิน เพราะฉะนั้น คุณๆ ทั้งหลายอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเลยนะคะ ไอ้นิสัยไม่ดีข้อนี้น่ะ
3. ชอบเขียนหนังสือกลับหัว เพราะรู้สึกว่าตัวหนังสือปกติของตัวเองมันธรรมดามากๆ นอกจากจะไม่สวยแล้วยังเอียงมาข้างหน้าอีกต่างหาก มีอยู่ช่วงหนึ่งตอน ม.ต้น เพื่อนๆ บางคนจะเขียนหนังสือกลับหัว แบบว่าเป็นอะไรที่ฮิตเสียยิ่งกว่าแฟชั่นอะไรทั้งนั้น เราก็เลยเอาอย่างมั่ง จนสุดท้ายแล้วนอกจากเวลาทำงาน กับการเซ็นต์ซื่อก็จะเขียนกลับหัวตลอด รู้สึกว่าตัวหนังสือพวกนี้มันดูเป็นศิลปะกว่าเขียนธรรมดา(ออกจะเข้าข้างตัวเอามากแฮะเรา) ตอนนี้นอกจากจะเขียนแบบกลับหัวได้อย่างคล่องแคล่วแล้วก็กำลังฝึกเขียนตัวเงา(ตัวอักษรที่ต้องอ่านด้วยกระจกเงา)อยู่ด้วย
4. เขียนนิยายด้วยการเอาคนในชีวิตจริงมาสร้างเป็นตัวละคร เพราะคิดว่าการจะสร้างตัวละครให้ได้สมจริงสมจังที่สุด ต้องมี profile ที่ชัดเจน แต่นิยายเรื่องนึงไม่ได้มีตัวละครแค่ตัวเดียวนี่นา เพราะฉะนั้นการสร้าง profile ที่ชัดเจน จับต้องได้ง่ายและเร็วที่สุดสำหรับเราก็คือ สร้างมันขึ้นมาจากคนเป็นๆ เสียเลย ไหนๆ ก็รักจะเป็นเพื่อนกันแล้วก็ต้องช่วยกันหน่อยสิเนอะ อย่างนิยายเรื่องแรก(ที่ตอนนี้ยังอยู่ในไหดองอยู่นั้น) ถ้าใครสักคนที่ใกล้ชิดเรามาอ่าน ก็จะพบกับพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ยกเว้นก็แต่นางเอกกับพระเอกที่สร้างขึ้นมาจากความคิดตัวเอง ได้ยินอย่างนี้แล้วเพื่อนๆ จะพากันแหยงๆ เราหรือเปล่าน้า เพราะไม่รู้ว่าเราจะเอาไปสร้างเป็นตัวร้ายขึ้นมาเมื่อไหร่ แหม...เราก็ไม่ได้ใจร้ายกับเพื่อนฝูงขนาดนั้นสักหน่อย เอ้า! เรื่องต่อไปใครอยากเป็นนางเอก-พระเอก ยกมือขึ้น
5. เป็นผู้หญิงที่เกลียดเด็กมากๆ จำได้ว่ามีเพื่อนคนนึงเคยถากถางเราว่า “ระวังเหอะจะหาแฟนไม่ได้เอา ผู้ชายร้อยทั้งร้อยยังไงก็ชอบผู้หญิงที่รักเด็ก” ก็ไม่รู้สินะ...คนมันไม่ชอบจะทำยังไงมันก็คงจะไม่เกิดชอบขึ้นมาได้หรอก บางที...อาจเป็นเพราะความเป็นเด็กที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวค่อนข้างมาก รวมทั้งการถูกตามใจจากคนรอบข้างมาโดยตลอดทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเด็กสักเท่าไหร่ อาจจะทักทาย เล่นด้วยได้บ้าง แต่ในใจจริงๆ แล้วอ่ะคิดว่าต่อให้ต้องอยู่คนเดียวบนโลก ก็ยังดีกว่าต้องใช้ชีวิตอยู่กับเด็กล่ะนะ
สุดท้ายนี้คือรายชื่อของคนที่จะต้องรับสืบทอดนะคะ แต่น...แตน...แต๊น... 1. I_NuU_PiM : พี่สาวที่คุยกันเป็นประจำแทบทุกคืน รู้จักกันมาก็หกปีแระยังไม่เคยรู้ความลับอะไรของพี่พิมเลย คราวนี้แหละพี่พิมเอ๋ย...เสร็จธารแน่ อิอิ 2. az_buterfly : นัทคุง เพื่อนหมอจาก irc ห้อง#นักศึกษาแพทย์น่ารัก ที่ถึงตอนนี้ห้องจะแตกสลายแยกย้ายกันไปหมดแล้ว แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็ยังคงเหนียวแน่น เพราะฉะนั้นงานนี้ก็ถือว่าเพื่อนช่วยเพื่อนนะคะนัทคุง 3. A_me_rainy : เรียนห้องเดียวกันมาตั้งแต่ ม.หนึ่งยันม.หก ถ้าไม่เรียกว่าสนิทก็คงจะไม่รู้จะเรียกว่ายังไงแระ ทำเพื่อเพื่อนหน่อยก็แล้วกันนะฝนนะ ^^ 4. saza142 : สาวอารมณ์ดีสมชื่อ เพื่อนร่วมชั้นปีที่เคยไปผจญภัยในเวียตนามด้วยกันมาถึงสองเดือนเต็ม คราวนี้อะไรที่เก็บเอาไว้มันหนักๆ ก็พูดมันออกมาบ้างนะเพื่อน โอกาสเปิดให้แระ ‘I tag U’ 5. lieverin : เพื่อนรักเพื่อนแค้น กัดกันไปก็กัดกันมาตั้งแต่เรียนหนังสือยันทำงาน แต่ถึงจะพูดกันแรงๆ บ่อยครั้ง เราต่างก็จริงใจต่อกันใช่ม้า? อยากบอกรินว่า...เพราะรักจึง Tag แกอ่ะนะ ยังไงก็ Tag กันต่อให้สนุกนะเพื่อนๆ ใครไม่โดนแสดงว่าน่ารักไม่พอนะเออ...
15 gennaio เพื่อนที่แสนดี
เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดคุณป๋า พวกเราก็เลยยกขบวนไปเที่ยวงานพืชสวนโลกฯ กัน ช่วงสายๆ คนเยอะ...แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเบียดเสียด ค่อยเดินค่อยชมไปตามอัธยาศัย แล้วฉันก็ได้พบกับใครบางคนเข้า...คนที่ไม่คิดว่าจะได้พบ ...คนที่รวมรวมเอาความหมายของ “เพื่อนที่แสนดี” และ “มิตรภาพอันงดงาม” เอาไว้ได้อย่างเต็มความหมาย
“เฮ้!!” คุณทักฉันพลางเดินเข้ามาหา “อ้าว! คุณมายังไงล่ะนี่” ฉันส่งยิ้มไปให้ตามปกติวิสัย แล้วคุณก็จิ้มมือมาที่ตัวฉันหนึ่งที ราวกับจะบอกว่า “อ้วนขึ้นนะ” ฉันจึงส่งค้อนกลับไป พร้อมกับสายตา “ไม่ต้องมาย้ำหรอก”
เราทักทายกันตามประสาเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกันมานาน ฉันถ่ายรูปให้คุณกับคนที่มาด้วย... แล้วก็ปฏิเสธการเสนอตัวที่จะถ่ายรูปให้ฉันกับครอบครัวของคุณอย่างไม่คิดอะไรมากนัก
“เอาไว้คราวหน้าคุณเลี้ยงฉันตอนฉันไปกรุงเทพก็แล้วกัน”
ไม่รู้เหมือนกันว่าการถ่ายรูปมันเกี่ยวกับการเลี้ยงข้าวที่ตรงไหน?
“ได้ๆ”
ก็คำตอบประจำของคุณนั่นแหละ แต่เท่าที่จำได้...ฉันพูดแบบนี้นับสิบครั้งละมั้ง ตั้งแต่เราเรียนจบและแยกกันไปคนละทาง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เคยมีวันที่ “คุณเลี้ยงฉันสักที” อาจเป็นเพราะกรุงเทพฯ มันใหญ่เกินกว่าที่เพื่อนสองคนจะหากันเจอกระมัง
ฉันเค้นเอานามบัตรจากคุณมาได้หนึ่งใบ ในขณะที่คุณบ่นอุบว่า...มาเที่ยวไม่ได้มาทำงานจะเอานามบัตรมาจากไหน? แต่สุดท้ายคุณก็ค้นตรงนั้นตรงนี้จนฉันได้มาล่ะนะ...
ฉันว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ไอ้นิสัยเอาแต่ใจตัวเองของฉันมันแก้ไม่หาย ก็เพราะคุณคอยตามใจด้วยเหมือนกันนะนี่ นิสัยอ่อนโยนใจดีอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทำให้ฉันนึกถึงความทรงจำสมัยเรายังเป็นนักศึกษาอยู่ชะมัดเลย
เรามีอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกัน... ด้วยรหัสนักศึกษาที่อยู่ไม่ห่างกันนัก...และก็เพราะอย่างนี้เอง ทำให้เราต้องทำแล็ปภาคบังคับ section เดียวกัน แล้วก็ต้องใช้ชีวิตเป็นพาร์ทเนอร์แล็ปกันนับวิชาไม่ถ้วน หลายครั้งที่เราไปไหนมาไหนด้วยกัน...แทบจะเรียกได้ว่าเป็นปาท่องโก๋ จนใครต่อใครคิดว่าเราน่าจะผูกพันกันลึกซึ้งเกินกว่าความเป็นเพื่อน แต่เวลาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วล่ะว่า...เราเป็นเพื่อนกันจริงๆ...เพื่อนแท้เสียด้วย
นึกแล้วก็ซึ้งใจไม่หาย...กับสิ่งที่คุณทำให้ในฐานะเพื่อน... กระทั่งรับสมอ้างเป็นแฟนตอนที่มีคนมาตามตื้อฉันก็เคย ปากคุณน่ะบอกว่า...จะให้ผมเอามือไปซุกหีบอีกแล้ว... แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ทั้งยังย้ำว่า...จะทำให้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ พอถูกขอร้องคุณก็ทำให้เป็นครั้งสุดท้ายกว่าอยู่ดี บางทีฉันก็นึกสงสัยนะ...ว่าวันไหนมันจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ หรือมันอาจจะมี ครั้งสุดท้ายจริงๆ ยิ่งกว่าอีกก็ไม่รู้
สิ่งที่คุณให้มา...เป็นอะไรที่ไร้ราคา แต่สูงค่าทางใจ ต่อให้มีเงินหรือทรัพย์สินเงินทองมากแค่ไหนก็ซื้อ “เพื่อนแท้” ไม่ได้หรอกนะ และถึงแม้จะไม่มีคำสัญญาใดๆ เราก็จะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดไป...
ฉันอธิบายกับคุณหลังจากที่คุณยื่นกระดาษสีขาวแผ่นเล็กมาตรงหน้า
“โทรศัพท์หายแต่ขี้เกียจจะไปตามขอจากคนอื่น เอาไว้จะโทรหานะ”
แล้วฉันก็โบกมือลาให้คุณอย่างง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไร
ในความเรียบง่าย...ฉันเชือว่ามีบางอย่างที่เราสามารถสื่อถึงกันได้โดยไม่ต้องพูดจา ...ความห่วงใย...ความจริงใจ...ความเชื่อมั่นที่มีให้แก่กัน...และ... “ความรัก” ที่ต่างคนต่างรู้ว่าเราจะมีกันและกันเสมอไม่ว่าจะอยู่ห่างกันเพียงใดก็ตาม ... รักคุณนะ...เพื่อนที่แสนดีของฉัน ...
13 gennaio คำลา
ระหว่างที่กำลังขะมักขะเม้นกับการทำงานอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงเอ่ยถามมาจากลูกค้าคนที่พึ่งผละไปจากเค้าท์เตอร์ได้ไม่นาน
“How can I say goodbye in Thai?”
“The same word as you say hello - - Sawasdee.”
ก็บอกกับลูกค้าคนนั้นไป พร้อมกับอธิบาย...
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่ให้ความหมายของคำว่า Goodbye ว่าหมายถึง...ลาก่อน... ทั้งที่จะว่าไปแล้วคนไทยเราใช้คำว่า “ลาก่อน” กันน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็จะไปลามาไหว้ “สวัสดี” กันทั้งนั้น ไม่เคยเห็นว่าจะมีใครยกมือไหว้แล้วพูด “ลาก่อน” สักที
ในความรู้สึกของฉัน “ลาก่อน” มันให้ความหมายในเชิงลบมากกว่า คล้ายๆ กับว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วน่ะ ถ้าเทียบไปแล้วก็คงจะตรงกับคำว่า “Farewell” ในภาษาอังกฤษจึงจะถูก ดังนั้นเวลาที่ต้องจากใครนานๆ จึงเลือกที่จะใช้คำว่า “แล้วเจอกัน” มากกว่า อย่างน้อยก็คิดว่ายังจะมีโอกาสได้พบกันอีก คิดแบบนั้นล่ะนะ
แต่ไม่ว่าจะโบกมือลาแล้วเอ่ยคำพูดไหน... จากไปเพื่อพบกันในวันข้างหน้า หรือจากกันตลอดไป... ยังไงมันก็เป็นการจากกันอยู่ดี และสิ่งที่ส่งผ่านไปได้ก็คงจะมีแค่ความคิดถึงเท่านั้นล่ะมั้ง คุณจะได้ยินไหม กับเสียงของความคิดถึงนี่น่ะ...
... “คิดถึงคุณนะ สบายดีหรือเปล่า?” ....
04 gennaio a message
A friend of mines sent me a message… Its rung true and says exactly what I feel. So, I wanted to pass it on…to you.
She said…
that you want to pick them from your dreams and hug them. go where you want to go; be what you want to be, and one chance to do all the things you want to do.
enough trials to make you strong, enough sorrow to keep you human, enough hope to make you happy.
If you feel that it hurts, it probably hurts the other person, too.
The happiest of people don’t necessarily have the best of everything; they just make the most of everything that comes their way.
Happiness lives for those who cry, those who hurt, those who have searched, and those who tried, for only they can appreciate the importance of people who have touched their lives.
Love begins with a smile, grows with a kiss and ends with a tear.
The brightest future is based on a forgotten past, you can’t get along in life until you let go of your past failures and heartaches.
When you were born, you were crying and everyone around you was smiling. Live your life so that when you die, you're the one who is smiling and everyone around you is crying.
It was a few days ago when I’d ever thought life have to be always judge but later I knew sometimes life isn’t like that and what we have to do is accept it as the way it is. Last year I’ve learn many things by the time, some like love and some like pain, but anyway my life still going on and I have to step forward, left the past behind. Those deep sorrow blue days passed away and all the pain is already let gone. I’ll not make a promise never cry again but the other times I cry every drops of my tear will wash away of disappointment. I may not know what’ll happen in the future but I’m quite sure it should be great…
02 gennaio สวัสดีปีหมูปีใหม่ปีนี้ ทุกคนพร้อมใจกันกลับบ้าน...ไป count down กันที่บ้านด้วยใจระทึก ไม่น่าเชื่อว่าผ่านเหตุการณ์เลวร้ายสะเทือนขวัญอย่างทสึนามิมาได้เพียงสองปี ยังไม่ทันลืมเรื่องร้ายๆ ได้อย่างสนิทใจแท้ๆ ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น มีหลายคนบอกว่า เหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงผู้บริสุทธิ์ในภาคใต้ จากที่เคยมองสถานการณ์ปัญหาเป็นเพียงเรื่องไกลตัว...ไม่เกี่ยวกับเรา ก็รู้สึกว่ามันใกล้ตัวมากขึ้น... นั่นสินะ...วันนี้เรายังคงสนุกสนานกับการ count down กันได้อยู่ เพราะผู้เสียหายจากเหตุการณ์เป็น “ใคร” ที่เราไม่รู้จัก แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า...วันหนึ่งเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดกับคนใกล้ตัว นึกแล้วใจหายจริงๆ เมื่อวานนี้เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่งเกือบจะไปกินข้าวใกล้ๆ กับที่เกิดเหตุอยู่แล้ว แต่เกิดเปลี่ยนใจกระทันหันเลยรอดมาได้ เพื่อนอีกคนไปเดินเที่ยวในที่แห่งนั้นก่อนจะกลับบ้านก่อนเกิดระเบิดเพียงสองชั่วโมง เพื่อนอีกคนพัอยู่ในหอพัก ใกล้ๆ กับสถานที่เกิดเหตุ ถ้าหากเพื่อนคนนี้ออกมากินข้าวเย็นข้างนอก...ไม่อยากจะคิดเลยนะว่าถ้าอยู่จนถึงค่ำจะเกิดอะไรขึ้น โชคดีแบบวันนี้...จะยังมีให้เราอีกหรือเปล่านะ
บอกตามตรงว่าเศร้าใจมาก... ขอประนามคนที่ทำเรื่องแบบนี้ พวกคุณมันไม่ใช่คน ถึงได้กระหายเลือดเนื้อและชีวิต ขอสาปแช่งให้คนที่ทำ อย่าได้พบความสุขความเจริญใด ขอให้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดผวาอยู่ตลอดอย่างที่สร้างไว้ให้กับคนอื่น
เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่สุดแสนจะเศร้าใจอีกปี
... ...
มานั่งคิดทบทวนถึงปีที่ผ่านมา... ช่างเป็นปีที่ชีวิตได้ผ่านช่วงเวลาต่างๆ มามากมายเหลือเกิน ทั้งช่วงเวลาของความสุข ในวันรับปริญญา การเปลี่ยนแปลงจังหวะชีวิตด้วยการไปทำ part time นอกบ้าน ...การใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ อยู่บ้านเขียนนิยาย... แล้วก็ผ่านช่วงเวลาหม่นเศร้าของการถูกหลอก...มิตรภาพที่แหลกสลาย... ...ความรู้สึกกังวลใจจากการเปลี่ยนงานใหม่... ...อาการลังเลไม่แน่ใจ กับความรู้สึกของตัวเอง... ...ความรู้สึกอัดอั้นตันใจ กับ “ความลับ” ที่ได้ไปเผอิญรู้มา... แล้วก็ความรู้สึกดีๆ ความผูกพันของเพื่อนเก่าที่เต็มตื้นเข้ามาส่งท้ายปี... ...ชีวิตมีครบทุกรสชาดจริงๆ ...
ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก...ทั้งที่เคยคิดว่าตัวเองน่ะ “โตแล้ว” แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า...ชีวิตคือการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุดจริงๆ ยังมีโลกอีกหลายใบที่เรามองไม่เห็นไม่เคยรู้จัก ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปล่ะนะ
พยายามจะมองไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เปิดกว้างขึ้น เดินไปข้างหน้าด้วยความรอบคอบมีสติ จะทำปีใหม่นี้ ให้ดีที่สุด...บอกกับตัวเองอย่างนี้ล่ะนะ
สวัสดีปีหมูน้อย...2550 Happy New Year, Happy 2007 J
|
|
|