![]() |
|
Spaces home ターラーンダー;あなたが 私の愛することではあり...PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
ターラーンダー;あなたが 私の愛することではありません。 |
||||||||||||||
|
May 30 Twilight - แรกรัตติกาล![]() Title : Twilight Author : Stephenie Meyer Megan Tingley Books, Little Brown "...About three things I was absolutely positive, First, Edward was a vampire. Second, there was a part of him- and I didn't know how dominant that part might be- that thirsted for my blood. And third, I was unconditionally and irrevocably in love with him." ![]() ชื่อเรื่อง : แรกรัตติกาล ผู้แต่ง/ผู้แปล : สเตเฟนี เมเยอร์ / เจนจิรา เสรีโยธิน สำนักพิมพ์ปราชญ์เปรียว "มี 3 เรื่องที่ฉันแน่ใจที่สุด เรื่องแรกคือ เอ็ดเวิร์ดเป็นเเวมไพร์ เรื่องที่สอง มีบางส่วนในตัวเขา ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีพลังขนาดไหน แต่มันกระหายเลือดของฉัน และเรื่องที่สาม คือฉันตกหลุมรักเขาหมดหัวใจอย่างไม่มีเงื่อนไข และถอนตัวไม่ขึ้นเเล้ว" โดยย่อ... เบลล่า...เด็กสาวอายุสิบเจ็ดต้องย้ายไปอยู่กับพ่อที่ฟอร์คส์เพื่อให้แม่ทีเพิ่งแต่งงานใหม่ได้มีเวลาเป็นส่วนตัวเสียที ฟอร์คส์เป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบ ท่ามกลางป่าไม้และสายฝนที่ตกลงมาตลอดชั่วนาตาปี ทำให้บรรยากาศของเมืองตกอยู่ในความอึมครึมแทบจะตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า...เบลล่าเกลียดเมืองนี้จับใจ แถมเพื่อร่วมชั้นผู้แสนจะน่าดึงดูดอย่างเอ็ดเวิร์ดก็ดูเหมือนจะไม่ชอบหน้าเธออีกต่างหาก ในขณะเดียวกัน สำหรับเอ็ดเวิร์ดแล้ว...ความงามของเบลล่าต้องตาต้องใจเขาไม่น้อย ทำให้ช่วงเวลาที่น่าจะเปี่ยมสุขกลายเป็นช่วงเวลาที่แสนจะยากลำบากของเขา ที่จะต้องพยายามกันตัวเองให้ห่างจากเธอเอาไว้ เพราะเขาเป็นแวมไพร์...แล้วมันก็ดูเหมือนว่าเลือดในตัวเธอกำลังยั่วยวนเขาอยู่ เป็นเรื่องที่อ่านแล้วชอบมากๆ หยิบมาอ่านซ้ำอีกหลายครั้ง รับประกันได้ว่าคนที่ชอบนวนิยายแนวโรมานซ์แฟนตาซีอ่านแล้วจะต้องติดใจ ขอกบอกไว้อีกอย่างด้วยนะคะว่า...เรื่องนี้ทั้งพระเอกและนางเอกของเรารักกันดูดดื่มเป็นที่สุด แต่ในเรื่องไม่มีฉากโป๊เลยสักฉาก (แบบว่าได้ใจไปเต็มๆ) อยากให้ลองไปหาอ่านกันดูนะคะ อ้อๆ เกือบลืมไปแน่ะค่ะ ใครอยากทราบราละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่ค่ะ http://www.stepheniemeyer.com/index.html นอกจาก twilight แล้วยังมีนวนิยายอีกสามเรื่องที่อยู่ในชุดเดียวกันก็คือ - "New Moon" หรือ "นวจันทรา" ซึ่งแปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ (สำนักพิมพ์เดียวกัน) - "Eclipse" ซึ่งได้ข่าวแว่วๆ มาว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการแปล และสุดท้าย... - "Breaking dawn" ซึ่งกำลังจะออกวางขาย(ภาษาอังกฤษ) ในวันที่ 2 สิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายของนวนิยายชุดนี้ ที่สำคัญคือตอนนี้ twilight กำลังถูกสร้างขึ้นเป็นหนังด้วย ติดตามข้อมูลได้ที่นี่ค่ะ January 11 ใบไม้ที่ปลิดปลิวชีวิตเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน...เป็นคำพูดที่เราทุกคนต่างรู้กันดี แต่เราก็มักจะปลอบใจตัวเองว่า “มันคงไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก” จนกระทั่งเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจริงๆ
หลังจากที่พี่สาวกับพี่เขยใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมาหลายปี คนทั้งบ้านก็ตื่นเต้นกันมากที่เราจะมีหลานตัวน้อยเข้ามาเติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า...หลังจากความยินดีอย่างที่สุดนั้น เราจะต้องพบกับความสูญเสียอย่างที่สุดเป็นลำดับถัดมา
ในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์พี่สาวก็เริ่มป่วย ระหว่างนั้นทุกคนในบ้านรวมทั้งคุณหมอที่รับฝากท้องต่างคิดกันว่าน่าจะเป็นผลของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ก็เท่านั้น ไม่มีใครฉุกคิดเลยว่ามันจะเป็นโรคร้ายแรงเช่น “มะเร็ง” ทั้งพี่สาวและพี่เขยต้องเทียวไปเทียวมาหาหมออยู่นับสิบครั้งจนกระทั่งเจ้าเนปาล หลานชายตัวน้อยลืมตาออกมาดูโลก
หลังจากคลอดแล้วพวกเราคาดหวังกันว่าอาการป่วยของพี่สาวน่าจะดีขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเราจึงต้องหอบหิ้วกันไปโรงพยาบาลอีกครั้งหลังจากพี่สาวอยู่ไฟครบหนึ่งเดือน และในวันนั้นคุณหมอก็รับพี่สาวไว้รักษาตัวที่โรงพยาบาลในฐานะคนไข้ใน
เป็นเวลากว่าสองเดือนที่เราอยู่ในความมืดมิด กับการรักษาแบบประคับประคองโดยที่ไม่รู้ว่าพี่สาวป่วยด้วยโรคอะไรกันแน่ จนในที่สุดคุณหมอก็วินิจฉัยออกมาว่าพี่สาวป่วยเป็น “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” ซึ่งมะเร็งชนิดนี้เราจะไม่สามารถรู้ตัวได้เลย จนกว่ามันจะลุกลามไปมากแล้ว
เมื่อวินิจฉัยโรคได้แน่ชัด...การรักษาที่ถูกต้องจึงค่อยตามมา พวกเราหวังจนสิ้นหวังกันหลายครั้งก่อนที่คุณหมอจะตัดสินใจให้เคมีบำบัด ร่างกายของพี่สาวตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งเป็นข่าวดีที่สุด หลังจากรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่กว่าสามเดือน พี่สาวก็ได้กลับบ้านท่ามกลางความยินดีของญาติพี่น้อง
ออกจากโรงพยาบาลแล้วพี่สาวก็ยังต้องไปโรงพยาบาลอีกหลายครั้งเพื่อรับเคมีบำบัด และหลังจากการทำเคมีบำบัดสิ้นสุดก็ต่อด้วยการฉายรังษีเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตซ้ำอีกครั้ง ครั้งสุดท้ายที่พี่สาวไป x-ray เพื่อประเมินผลการรักษา พี่สาวก็แพ้สีจนพวกเราใจเสีย แต่สุดท้ายคุณหมอก็บอกข่าวดีกับเราว่ามะเร็งไม่มีการลุกลามแต่อย่างใด
“ความสุขมักไม่อยู่กับใครนาน” เพราะพวกเราดีใจกันได้ไม่นานพี่สาวก็เริ่มมีอาการอื่นๆ เริ่มตั้งแต่เหนื่อยง่าย แขนไม่มีแรงและปวดมาก บางครั้งก็หนาวๆ ร้อนๆ แบบไม่มีสาเหตุ ซึ่งเราก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรร้ายแรง เพราะผลการตรวจมันเป็น ‘ปกติ’
กว่าจะรู้ว่ามันไม่จริงพี่สาวก็ป่วยมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่พี่สาวเข้าโรงพยาบาลเราจึงพบว่ามันลามไปสู่สมองแล้ว ครอบครัวเริ่มเข้าสู่ภาวะเศร้าหมองอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นเรายังไม่ยอมทิ้งความหวังโดยเฉพาะป้ากับพี่เขยที่เข้มแข็งมาก ไหนจะต้องดูแลพี่สาวแล้วจะต้องวิ่งไปมาระหว่างบ้านและโรงพยาบาลอีก ทั้งสองคนเหนื่อยแต่ก็อดทนทำเพื่อคนที่รักจนวินาทีสุดท้าย
ครั้งนี้คุณหมอให้การรักษาด้วยการฉายรังสี เพราะร่างกายของพี่สาวอ่อนแอเกินกว่าจะทำเคมีบำบัดได้ คุณหมอบอกพี่เขยให้เตรียมทำใจไว้ ในตอนนั้นพี่เขยคงใจเสียแต่ก็ไม่ได้เล่าอะไรให้พวกเราฟัง
หลังจากวันนั้นพวกเราพยายามทำทุกวิถีทางเท่าที่จะพอทำได้เพื่อยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด เราเปลี่ยนอาหารของพี่สาวให้เป็นธัญญพืชและผักต่างๆ ถึงแม้ว่ามันอาจจะช้าไปบ้าง...แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ความหวังคล้ายเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวที่หล่อเลี้ยงให้เรามีชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางความเจ็บปวด
ในตอนเย็นป้าจะเตรียมธัญญพืชไว้เพื่อที่น้องชายจะได้นำไปให้พี่สาวที่โรงพยาบาลในตอนเช้ามืดของทุกวัน เป็นช่วชีวิตที่คงจะยากลำบากมากสำหรับทุกคนในครอบครัว พวกเราอดทนโดยไม่มีใครบ่นหรือพูดอะไรไม่ดีออกมา แต่จะว่าไปแล้วคนที่อดทนที่สุดก็คือพี่สาว เพราะไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงไหนสิ่งที่เรามักจะได้ยินจากปากของพี่ก็คือ คำว่า “สู้”
อาการที่ทรงๆ ทรุดๆ นั้นน่าใจหาย บางวันก็ดูดีคุยเล่นหัวเราะได้ แต่บางวันก็แย่ เหนื่อย พูดแทบไม่ออก วันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่เนปาลเดินได้ พี่เขยดีใจมาก...แต่มันคงจะดีกว่านี้แน่ๆ ถ้าพี่สาวไม่ป่วยและครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้า
วันที่ 27 ธันวาคม เป็นวันที่พวกเราเริ่มบอกแก่กันว่าต้องทำใจ ในตอนนั้นพี่สาวอาการทรุดลงหนัก คุณหมอได้แต่ให้การรักษาแบบประคับประคอง แม้หัวใจจะสู้...แต่ร่างกายแย่ลงทุกวัน ความทรมานของคนที่เรารักเป็นอะไรที่ทำใจได้ยากโดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด ท้ายที่สุดเราต่างรู้ดีว่ามีเพียงแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยเราได้ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เป็นช่วงเวลาที่เราอยู่กันด้วยความหวังในทุกๆ ขณะจิต
วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสิ้นปี ทุกคนรู้ว่าอาการของพี่สาวทรุดลงอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเวลาของการจากลาจะมาถึงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ พี่เขยบอกว่าพี่สาวไม่ค่อยรู้สตินักแต่ก็ยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ ให้กินข้าวก็กิน ให้กินยาก็กินหวังอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องหาย แม้กระทั่งมื้อสุดท้ายพี่สาวก็กินทั้งข้าวและยาจนหมดราวกับว่าพี่สาวจดจารคำว่าสู้ไว้ในจิตสำนึกสุดท้ายของชีวิต
พวกเราไปพร้อมกันที่โรงพยาบาลในตอนบ่ายเพราะป้าโทรมาบอกว่าพี่สาวไม่ไหวแล้ว ซึ่งตอนที่เราไปถึงมันก็แย่มากจริงๆ ในตอนนั้นน้าสาวอีกสองคนก็อยู่ด้วย คุณหมอให้พี่เขยตัดสินใจว่าจะให้ทำการรักษาแบบเต็มรูปแบบ คือเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจ และปั๊มหัวใจหากจำเป็น ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่อาจรับรองได้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร หรือเราจะพาพี่สาวกลับบ้าน
ในตอนนั้นเชื่อว่าเราทุกคนต่างลังเล แม้ในวินาทีสุดท้ายเราต่างไม่อยากทิ้งความหวังที่แสนริบหรี่นั้น แต่ความจริงก็คือความจริง ถึงจะเจ็บปวดเราก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ท้ายที่สุดเราจึงตัดสินใจพาพี่สาวกลับบ้าน...
พี่สาวจากพวกเราไปท่ามกลางความอบอุ่นของครอบครัว บนบ้านที่สร้างขึ้นและหวังจะได้อยู่กับคนที่รักไปจนแก่เฒ่า ในตอนเย็นของวันที่ 31 ธันวาคม 2550 เวลา 18:00 น. ทุกคนเสียใจแต่เราก็รู้ว่าพี่สาวจะไม่เจ็บปวดอีก การตายจากเป็นเพียงการเปลี่ยนร่าง แล้วสุดท้ายเราจะได้พบกันอีกครั้ง...
หลับเถิดหลับให้สบาย ในฝันอันพรรณรายเฉิดฉัน ดับทุกข์เศร้าโศกวิโยกพลัน แล้วเราจะพบกันในวันพรุ่ง
ความรักจักพาเราไป แสงทองจะกลายเป็นสายรุ้ง ทอทาบฟ้าครามงามจรุง ช่วยปรุงแต้มโลกใหม่ให้โสภา
ด้วยแรงแห่งกรรมกำหนด ได้เกิดประสบพบหน้า แล้วพรากให้ห่างร้างลา เหลือเพียงหยาดน้ำตาอาดูร
สะอื้นไห้ละห้อยหาอาลัยนัก แต่นี้ใครจักกอดรัดให้ไออุ่น บ้านไร้ซึ่งศัพท์สำเนียงเสียงละมุน พี่สิ้นสูญสู่ปรภพผ่านพ้น
ชีวิตนั้นเป็นเช่นใบไม้ ปลิดปลิวกล่นกลายจากต้น เพียงความดีทิ้งไว้บอกคุณค่าตน สุดท้ายก็ร่วงหล่นโรยรา
ดวงตะวันลับเลื่อนเคลื่อนตก “กรกนก” คือแสงแห่งฟ้า วันนี้เพียงไกลลับสายตา วันหน้าย่อมจะกลับคืนมาเนาว์
ปล. สวัสดีปีใหม่ทุกคนนะ ขอให้มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนา Happy New Year!!!!
November 23 จักรวาล...นิพพาน...และเราสอง-สามวันก่อนดูรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม... เล่าถึงกำเนิดของดวงดาวและจักรวาลว่ามีจุดเริ่มต้นมาจาก Big Bang หมายถึงการระเบิดครั้งใหญ่ของกลุ่มก้อนพลังงาน เกิดการกระจายตัวก่อนจะกลายเป็นสสารที่มีมวล...วิวัฒนาการเป็นหมู่ดาวและดาราจักรต่างๆ การระเบิดนั้นเกิดขึ้นเมื่อราวๆ 1-2 หมื่นล้านปีก่อน... จักรวาล ณ ปัจจุบันมีขนาดประมาณ 10 ยกกำลัง 42 ล้านลูกบาศก์ปีแสง เป็นความยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์เราจะนึกภาพออก นอกจากความยิ่งใหญ่แล้ว...จักรวาลยังประกอบไปด้วยดาราจักรราวแสนล้านดาราจักร แต่ละดาราจักรอยู่ห่างกันนับแสนปีแสง หรืออย่างน้อยที่สุดคือหลายหมื่นปีแสง (เช่นดาราจักรแอนโรมีดาที่อยู่ใกล้ทางช้างเผือกที่สุด) ทั้งทางช้างเผือกและดาราจักรแอนโดรมีดาเป็นส่วนหนึ่งของดาราจักรท้องถิ่น ที่มีอยู่ทั้งสิ้นสามสิบดาราจักร... สามสิบ...ในหนึ่งแสนล้าน... หากคิดเทียบเป็นประชากรโลกก็เป็นเพียงสองคน จากประชากรทั้งหมด นอกจากนั้นคือที่ว่างอันไพศาล... วันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา... สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology) สามารถถ่ายภาพดวงดาวในยุคเริ่มแรกได้ เป็นกลุ่มดาวจำนวน 6 ดวง อยู่ห่างจากเราประมาณ 13,000 ล้านปีแสง เมื่อคิดถึงขนาดและระยะเวลาของการถือกำเนิด ทางช้างเผือกมีขนาดราว 180,000ปีแสง มีอายุเทียบเท่ากับจักรวาลคือ 13,600 ล้านปี ในขณะที่โลกมีอายุเพียง 4,540 ล้านปี แสงจากดวงดาวที่อยู่อีกฟากของทางช้างเผือกย่อมมาถึงเราก่อนหน้านี้นานแล้ว ดังนั้นคำอธิบายสำหรับการมาถึงของแสงที่อยู่ไกลถึงขนาดนั้นก็คือ... หลังจาก Big Bang เราเดินทางมาสู่ตำแหน่งปัจจุบัน(หรือใกล้เคียง) ด้วยความเร็วมหาศาล คิดเป็นระยะทาง 13,000ล้านปีแสง ในเวลาสามนาที... เป็นความเร็วที่วิทยาศาสตร์ยังประมาณไม่ได้ มีข้อคิดที่น่าสนใจอยู่ข้อหนึ่ง... หากการที่เราเดินทางมาด้วยความเร็วเหนือแสงทำให้เราสามารถมองเห็น 'ภาพของอดีต' (ที่พึ่งเดินทางมาถึง)ได้ เราอาจตั้งสมมติฐานใหม่ได้ว่า "หากเราเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสง เราจะมองเห็นอดีตได้" การมองเห็นอดีต...อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "การระลึกชาติ" เรื่องนี้ทำให้นึกถึงใครหลายคนที่บอกว่าตัวเองระลึกชาติได้ แน่นอนที่สุดว่า...หากเรามองเห็นอดีต...เราย่อมเข้าใจที่มาที่ไปของตัวเราชัดเจนขึ้น แต่อดีตย่อมเป็นอดีต...รู้แล้วได้อะไร? ไม่รู้แล้วได้อะไร? สิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้วย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไข... ตามทฤษฎี Big Bang จักรวาลมีการขยายตัวออกเรื่อยๆ และมีมวลสารเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว Big Bang เกิดจากอะไร? เริ่มต้นที่ไหน? และสิ้นสุดอย่างไร? ณ จุดเริ่มต้น... มหาจักรวาลอาจมีขนาดเล็กกว่าอนุ-อนุภาค "ควาร์ก" หรืออาจเป็นเพียงความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต และที่สุดแล้ว...เมื่อขยายตัวจนถึงที่สุด... จักรวาลอาจกลับคืนสู่ "ความว่างเปล่า" ก็เป็นได้ และหากเป็นเช่นนั้นจริง...อาจเรียกได้ว่า...เรามีที่มาจากความว่างเปล่า เช่นกัน นึกถึง "จุดหมาย" ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ "นิพพาน" คือความหลุดพ้น ไม่มีการเกิด ไม่มีการตั้งอยู่ อีกทั้งไม่อาจเรียกได้ว่าดับสูญ ไฟที่ดับแล้วย่อมไม่อาจมองเห็น... อีกทั้งยังไม่อาจบอกได้ว่าไฟนั้นไปไหนหรืออยู่ในสภาพใด... สำหรับเรา...นิพพานนั้นยังอยู่ห่างไกล... ทว่าความคิดบางอย่างกลับแวบผ่านเข้ามา... บางทีนะ...บางที... "การเดินทางไปสู่นิพพาน" อาจหมายถึงการกลับไปสู่ตัวตนที่แท้จริงของเราก็เป็นได้ "ตัวตน" ที่เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาล... "ใครจะรู้?" September 05 ทุกเช้า ทุกคืน ทุกวันทุกเช้าที่ฉันจะต้องตื่นแล้วคิดว่าเธอจะเป็นเช่นไร เสียไปเกือบครึ่งชั่วโมงทุกเช้า อาบน้ำแต่งตัวถึงค่อยคลาย และค่อยๆได้ลืมเธอไป ไปทำอะไรเช่นเดียวกับคนอื่นเขา
เป็นแบบนี้อย่างเดิมทุกวัน ก็เหมือนอย่างเดิมทุกวัน ภาพเก่าซ้ำๆ เรื่องราวซ้ำๆ ก็วนเวียนอยู่ตรงนั้น
มันไม่หาย...ไม่ลืมสักที ถ้าเผลอต้องมาทุกที มันแปลก...แปลกที่หัวใจ...ที่ถึงแม้จะช้ำยังไงก็ไม่อาจลืม
ทุกครั้งก่อนจะฉันจะได้นอน ต้องคิดว่าเธอจะอยู่ที่ใด คิดลึกจนหลับใหลไปเกือบเช้า อยู่ไหนอยากรู้แล้วฝันไป ตื่นขึ้นมาก็เจอความจริง ไม่มีอะไรนอกจากหัวใจที่เหงา
เป็นแบบนี้อย่างเดิมทุกวัน ก็เหมือนอย่างเดิมทุกวัน ภาพเก่าซ้ำๆ เรื่องราวซ้ำๆ ก็วนเวียนอยู่ตรงนั้น
มันไม่หาย...ไม่ลืมสักที ถ้าเผลอต้องมาทุกที มันแปลก...แปลกที่หัวใจ...ที่ถึงแม้จะช้ำยังไงก็ไม่อาจลืม...
August 12 ความรักของเม่นจำไม่ได้แล้วว่าใครเคยพูดไว้...
เคยรู้ไหมว่าตัวเม่นรักกันยังไง?
เมื่อมันไม่สามารถที่จะอยู่ใกล้กันได้
เพราะหนามที่มีอยู่รอบตัวจะทิ่วแทงให้อีกตัวหนึ่งต้องเจ็บปวด
ตัวเม่นจึงต้องรักกันอยู่ห่างๆ ...
อาจจะเหงาบ้าง...อาจจะหนาวบ้าง...
....แต่ความรักก็ยังคงเป็นความรักล่ะนะ....
คุณว่าไหม?
|
|
||||||||||||
|
|